
BAM เดินหน้าต่อยอดภารกิจช่วยคนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัย เปิดตัวโครงการใหม่ “ทรัพย์มหาชน พลัส” ต่อเนื่องจากโครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” โดยขยายเพดานราคาทรัพย์เป็น ไม่เกิน 5 ล้านบาท พร้อมนำทรัพย์สินรอการขายกว่า 21,000 รายการทั่วประเทศ มูลค่ารวมกว่า 32,000 ล้านบาท เข้าสู่โครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบ้านได้ง่ายขึ้นในภาวะที่การขอสินเชื่อยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า
ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี BAM ทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของประเทศ ภายใต้แนวคิดว่า สินทรัพย์ที่เคยหยุดนิ่ง หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็สามารถกลับมาสร้างมูลค่าและหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ที่ผ่านมา BAM ได้ริเริ่มโครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” เพื่อช่วยประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ยังเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้มีรายได้ไม่แน่นอน
โดยปรับเงื่อนไขการขายทรัพย์สินรอการขายให้เหมาะกับศักยภาพของผู้ซื้อ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี และสามารถส่งต่อที่อยู่อาศัยให้ประชาชนแล้วกว่า 1,500 รายการ ในช่วงราคาตั้งแต่ประมาณ 100,000 บาทถึง 3 ล้านบาท

ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการระยะแรกสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยจำนวนมากยังมีความต้องการมีบ้าน แต่ติดข้อจำกัดสำคัญเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ BAM จึงต่อยอดสู่โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” ภายใต้แนวคิด “3 พลัส” เพื่อขยายโอกาสให้กว้างขึ้นและตอบโจทย์ความเป็นจริงของตลาดมากขึ้น
สำหรับ 3 พลัส ประกอบด้วย พลัสด้านราคา ด้วยการขยายเพดานราคาทรัพย์จากไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็น ไม่เกิน 5 ล้านบาท พลัสด้านทำเล เพิ่มจำนวนทรัพย์ในพื้นที่หลากหลายทั่วประเทศ และ พลัสด้านกลุ่มผู้ซื้อ ที่ขยายจากกลุ่มคนสู้ชีวิตไปสู่คนไทยทุกอาชีพมากขึ้น ส่งผลให้โครงการนี้มีทรัพย์เข้าร่วมมากกว่า 21,000 รายการ ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า

ดร.รักษ์ ระบุว่า หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของตลาดที่อยู่อาศัยไทยในเวลานี้ คืออัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มีอัตรากู้ไม่ผ่านสูงถึง 67% ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอาชีพอิสระหรือผู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ BAM ต้องออกแบบโมเดลการขายใหม่ เพื่อให้ผู้ซื้อมีโอกาสเริ่มต้นได้จริง
แนวทางของ BAM คือเปิดโอกาสให้ลูกค้า เริ่มผ่อนกับ BAM ก่อน และหากมีประวัติการผ่อนชำระดีต่อเนื่องประมาณ 12-24 งวด ก็จะมีโอกาสให้ธนาคารพันธมิตรเข้ามารีไฟแนนซ์ในภายหลัง โมเดลนี้ถือเป็นการช่วยลดข้อจำกัดของระบบสินเชื่อแบบเดิม และทำให้คนที่เคยถูกปฏิเสธจากธนาคาร มีเส้นทางเข้าสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้มากขึ้น

นอกจากนี้ BAM ยังวางเงื่อนไขโครงการให้เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนจองทรัพย์ได้ด้วยเงินเพียง 1,000 บาท สำหรับทุกรายการ กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 เท่ากับ 0% ปีที่ 2-3 อยู่ที่ 3% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปใช้อัตรา MRR ของ BAM พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 20 ปี และค่างวดเริ่มต้นประมาณ 500 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วยลดภาระเริ่มต้นของผู้ซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดร.รักษ์ ยังมองว่า บทบาทของ BAM ไม่ได้มีเพียงการจำหน่ายทรัพย์รอการขาย แต่คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำทรัพย์ที่ถูกปล่อยทิ้งว่างกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีทรัพย์ร้างอยู่ประมาณ 700,000 ยูนิต ในขณะที่ยังมีประชาชนจำนวนมากไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

ในมุมนี้ “ทรัพย์มหาชน พลัส” จึงเป็นมากกว่าโครงการขายบ้าน แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ BAM ใช้เชื่อม 2 ปัญหาใหญ่ของประเทศเข้าด้วยกัน คือด้านหนึ่งมีทรัพย์รอการขายและทรัพย์ร้างจำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งยังมีคนไทยอีกไม่น้อยที่อยากมีบ้านแต่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ การออกแบบเงื่อนไขใหม่จึงเป็นการเปลี่ยนทรัพย์ที่หยุดนิ่งให้กลับมาสร้างประโยชน์ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 ธันวาคม 2569 และนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ BAM ในการขยับบทบาทจากผู้บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ สู่การเป็นผู้สร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการมีบ้านได้จริงมากขึ้น



