

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร BKIH และ BKI กล่าวว่า
ผลการดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโต การบริหารความเสี่ยง และการคงวินัยทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้ในปีที่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญทั้งเหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ และต้นทุนการซื้อประกันภัยต่อที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับมหันตภัย แต่กรุงเทพประกันภัยซึ่งเป็นบริษัทย่อยหลัก ยังสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 3,121.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% และทำสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัทอีกครั้ง
ภาพสะท้อนสำคัญจากผลประกอบการปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรที่ขยับขึ้น แต่ยังสะท้อนความสามารถในการยืนระยะของธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในช่วงที่ความเสี่ยงซับซ้อนขึ้น ทั้งจากภัยธรรมชาติ ความผันผวนของเศรษฐกิจ และต้นทุนการบริหารความเสี่ยงที่สูงขึ้น โดย BKIH ยังรักษาอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับ A- แนวโน้มคงที่ จาก S&P ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณยืนยันความแข็งแรงขององค์กร
สำหรับปี 2569 BKIH ประเมินว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยยังมีโอกาสเติบโตต่อ โดยมีแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้น การเดินหน้าโครงการลงทุนภาครัฐ และการตื่นตัวของประชาชนต่อการทำประกันภัยทรัพย์สินหลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประกันสุขภาพยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และประกันเดินทางต่างประเทศยังได้แรงหนุนจากกระแสท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ท่าทีของบริษัทไม่ได้มองปี 2569 ในเชิงบวกเพียงด้านเดียว ดร.อภิสิทธิ์ชี้ว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะอาจดันราคาพลังงานและค่าครองชีพให้สูงขึ้น กระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบางอยู่แล้วจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง อีกทั้งความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อยังส่งผลต่อยอดขายบ้านและรถยนต์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของเบี้ยประกันภัย นอกจากนี้ ภาคส่งออกและประกันภัยทางทะเลยังมีแนวโน้มรับแรงกดดันจากต้นทุนขนส่งและเบี้ยคุ้มครองภัยสงครามที่อาจปรับสูงขึ้นด้วย
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว บริษัทประกาศใช้แนวคิด “Fast and Flexible Mindset” เป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 โดยตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมไว้ที่ 32,600 ล้านบาท เติบโต 4% แนวคิดนี้สะท้อนการปรับองค์กรให้ทำงานได้รวดเร็ว คล่องตัว และยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า คู่ค้า และกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจได้ทันท่วงที ทั้งในด้านการรับประกันภัย การขาย และการบริหารจัดการสินไหมทดแทน
อย่างไรก็ตาม ความเร็วและความยืดหยุ่นที่บริษัทต้องการผลักดัน ไม่ได้หมายถึงการเร่งเติบโตโดยลดมาตรฐานลง เพราะ BKIH ยังย้ำชัดว่าการขับเคลื่อนองค์กรจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของวินัยในการรับประกันภัยและความสมเหตุสมผลทางธุรกิจ เพื่อรักษาระดับผลกำไรให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างต่อเนื่องผ่านกลยุทธ์ Lifestyle Insurance โดยออกแบบความคุ้มครองให้สอดรับกับพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารความเสี่ยงและรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ Super Special ซึ่งบริษัทพัฒนาขึ้นจากกระแสตอบรับที่ดีของประกันประเภท 2+ และจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในภาวะเศรษฐกิจเปราะบางมากขึ้น โดยเน้นความคุ้มครองที่จำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมเสริมความคุ้มครองน้ำท่วม โจรกรรมทรัพย์สินในรถ และความเสียหายสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุบางกรณี เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น
อีกตลาดที่บริษัทมองเห็นโอกาสชัดคือประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ ซึ่งปี 2568 เติบโตสูงถึง 42% นางสาวลสาชี้ว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมต่อเหตุไม่คาดคิดระหว่างเดินทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคติดต่อ หรือภัยพิบัติ ขณะเดียวกันบริษัทยังต่อยอดเทรนด์ Pet Humanization ด้วยการเพิ่มความคุ้มครองสำหรับผู้เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยง ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตลอดจนค่าใช้จ่ายกรณีเที่ยวบินล่าช้าและต้องฝากสัตว์เลี้ยงเพิ่มเติม
นอกจากนี้ BKIH ยังเร่งพัฒนาประกันภัยโรคร้ายแรงให้ครอบคลุม 11 โรคสำคัญ รวมถึงโรคเบาหวาน เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ควบคู่กับการขยายช่องทางขายประกันภัยนักดำน้ำผ่านระบบออนไลน์ เพื่อรับกระแสท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมที่เติบโตขึ้นและตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
อีกมิติที่น่าสนใจคือการผลักดัน “ประกันภัยเพื่อสังคม” ซึ่งมุ่งขยายการเข้าถึงระบบประกันภัยให้ประชาชนวงกว้างมากขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย เงื่อนไขไม่ซับซ้อน และมีเบี้ยประกันภัยที่เหมาะกับกำลังซื้อ เช่น ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย 599 บาท ประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้ดูแลคนพิการหรือผู้ป่วยติดเตียง และประกันค่าชดเชยสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์หรือไรเดอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงแต่เข้าถึงความคุ้มครองได้ยาก
โดยมีไฮไลต์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ดังนี้
ประกันภัยรถยนต์ 3+ Super Special: เบี้ยเริ่มต้น 6,180 บาท คุ้มครองครอบคลุมทั้งรถชนรถ น้ำท่วม โจรกรรม และรถพลิกคว่ำ (ทุนประกันสูงสุด 100,000 บาท)
ประกันเดินทางต่างประเทศ (พ่วงสัตว์เลี้ยง): คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสัตว์เลี้ยงจากอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง และชดเชยค่าฝากเลี้ยงกรณีเที่ยวบินล่าช้า
ประกันภัยโรคร้ายแรง: คุ้มครอง 11 โรคร้ายแรงและเบาหวาน แบบเจอจ่ายจบ 100% ทุกระยะ พร้อมเงินชดเชยรายวัน 1,000 บาท
ประกันภัยเพื่อกลุ่มเปราะบางและอาชีพเสี่ยง: เช่น ประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้ดูแลคนพิการ และประกันชดเชยรายได้สำหรับไรเดอร์ เบี้ยเริ่มต้นเพียง 190 บาท รวมถึงประกันอัคคีภัยไมโครอินชัวรันส์ เบี้ย 599 บาท

นางสาวปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า บริษัทมุ่งพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันเข้ามาสนับสนุนการให้บริการ พร้อมพัฒนารูปแบบการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย หรือ Personalized Experience เพื่อเพิ่มทั้งความสะดวก ความรวดเร็ว และความพึงพอใจของลูกค้าในทุกจุดสัมผัส
ในปี 2569 บริษัทจึงเดินหน้าประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหลายด้าน ทั้งการอัปเกรดระบบแจ้งเคลมรถยนต์ผ่าน LINE OA ให้ติดตามสถานะได้แบบเรียลไทม์ การใช้ AI Claims ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและเร่งกระบวนการพิจารณาสินไหม รวมถึงการใช้ AI Voice Analytics เพื่อวิเคราะห์บทสนทนาระหว่างลูกค้าและเจ้าหน้าที่ นำข้อมูลไปปรับปรุงคุณภาพบริการและประเมินประสบการณ์ของลูกค้าได้ลึกขึ้น ขณะเดียวกันยังเตรียมยกระดับเว็บไซต์ bangkokinsurance.com ให้เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นำเสนอคอนเทนต์ แผนประกัน และบริการที่สอดคล้องกับความสนใจของลูกค้าแต่ละกลุ่มโดยอัตโนมัติ
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า BKIH กำลังขยับจากบทบาทผู้รับประกันภัยแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นองค์กรประกันภัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้าเชิงลึกมากขึ้น โดยใช้ทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริการดิจิทัล และความยืดหยุ่นขององค์กร เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตในรอบใหม่ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องไม่ทิ้งวินัยทางธุรกิจและคุณภาพของผลกำไร
ในเวลาเดียวกัน บริษัทยังย้ำบทบาทด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งโครงการลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ การพัฒนาประกันภัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมพฤติกรรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมคิดนวัตกรรมด้าน ESG ผ่านโครงการ ESG Idea Challenge สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แผนปี 2569 ของ BKIH ไม่ได้มุ่งเพียงการขยายรายได้หรือเพิ่มเบี้ยประกันภัยเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างการเติบโตที่เชื่อมโยงกับคุณค่าต่อสังคม ลูกค้า และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย
สำหรับ BKIH ปี 2568 จึงเป็นมากกว่าปีแห่งกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่คือปีที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งขององค์กรท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน และเป็นจุดเริ่มต้นของการวางเกมปี 2569 อย่างชัดเจนขึ้น ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ คือ การรักษาวินัยทางธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป และการยกระดับบริการด้วยเทคโนโลยี เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดประกันวินาศภัยไทยท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกขณะ





