2 สม2 สมาคมเอทานอลฯ พร้อมผลิต E20 ชู 28 โรงงาน ป้อนตลาด 7 ล้านลิตร/วัน
19 Mar 2026

สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ร่วมกับสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง พร้อมขานรับนโยบายภาครัฐ ดัน ‘E20’ เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ ชงเป็นยุทธศาสตร์ที่สร้างความมั่นคงพลังงานของประเทศ ฝ่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด วิกฤตราคาน้ำมันโลกผันผวน มั่นใจศักยภาพกำลังการผลิตโรงงานเอทานอลรับดีมานด์ตลาด ย้ำช่วยสร้างเสถียรภาพราคาหน้าปั๊มและลดภาระค่าครองชีพประชาชน

 

การที่ภาครัฐวางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อน น้ำมัน E20” (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 20%) ให้เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Base Grade) ของประเทศ ถือเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้าง ความมั่นคงทางพลังงาน ของประเทศไทยในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบ และยังเป็นมาตรการที่รับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ยังคงตึงตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ณ เวลา นี้

ปัจจุบันการใช้เอทานอลในประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินมีการใช้รวมกว่า 30 ล้านลิตรต่อวัน หากมีการผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

กิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า การยกระดับ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงพลังงานของประเทศ เพราะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และสร้างเสถียรภาพด้านราคาเชื้อเพลิง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดศักยภาพวัตถุดิบการเกษตรของไทย โดยเฉพาะอ้อยและกากน้ำตาลจากอุตสาหกรรมน้ำตาล รวมถึงมันสำปะหลัง ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในรูปแบบพลังงานชีวภาพ “ในสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนสูง กลไกของ E20 จะช่วยสร้างจุดสมดุลให้กับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ เนื่องจากเอทานอลเป็นพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ  ซึ่งมีต้นทุนที่เสถียรกว่า ช่วยลดแรงกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคขนส่งได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยราว 90 ล้านตันต่อปี และผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคการผลิตที่สามารถต่อยอดสู่พลังงานชีวภาพ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของ GDP ภาคเกษตร หรือราว 1.2 แสนล้านบาท จึงถือเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบพลังงาน และกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานของประเทศควบคู่กัน และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ภาคเกษตรทั้งชาวไร่อ้อยและไร่มันในวงกว้าง

 

สุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า อุตสาหกรรมเอทานอลจากมันสำปะหลังของประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการผลิตเพื่อรองรับนโยบาย E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน โดยความแข็งแกร่งนี้สะท้อนผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีวัตถุดิบภายในประเทศที่เพียงพอรองรับกับแผนสร้างความมั่นคงพลังงานของภาครัฐ 2.ศักยภาพการผลิตและเทคโนโลยีของโรงงานเอทานอล ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันที ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และ 3.การยกระดับห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของประเทศ สู่การเป็นพืชพลังงานยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคา และรายได้ให้เกษตรกร

ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลรวมสูงสุดประมาณ 7.2 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันทีและยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกกว่า 50–60% หากภาครัฐมีการส่งเสริมการใช้ E20 อย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอลเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ล้านตันต่อปี ขณะที่โครงสร้างการใช้ผลผลิตในปัจจุบันกว่า 90% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมแป้งและมันเส้น และมีเพียงประมาณ 10% ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล ส่งผลให้ปริมาณมันสำปะหลังที่เข้าสู่โรงงานเอทานอลในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าว

อย่างไรก็ดีอุตสาหกรรมเอทานอลไทยมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ โดยโรงงานจำนวนมากเป็นโรงงานไฮบริดที่สามารถใช้ทั้งมันสำปะหลังและกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทดแทนกันได้ และได้มีการปรับตัวด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้าน Supply ที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า การกำหนดให้ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพในภูมิภาคในอนาคต

[อ่าน 39]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"โฮมโปร-เมกาโฮม" ผนึก "กฟผ." สานต่อ “ล้างแอร์ช่วยชาติ-ใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ประหยัดไฟ ไทยต้องรอด 2569”
"เชฟรอน" ผนึก "SPRC" และเครือข่ายจิตอาสา ร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนระยอง
"เซ็นทรัลพัฒนา" ครองแชมป์ 4 ปีซ้อน ! คว้า Thailand’s Most Admired Company 2025-2026
"กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต" จัดกิจกรรม Unlock The Taste of Magic สำหรับลูกค้าคนพิเศษ
ซีอีโอกสิกรไทย คว้ารางวัล 2026 CEO Thailand Prime Award 
KAsset และ JPMAM ชี้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กดดันเศรษฐกิจโลกแนะแนวทางการจัดพอร์ตอย่างเป็นระบบ
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved