
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือการยกระดับทั้งแพลตฟอร์มและระบบหลังบ้านใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจสามารถจัดการงานได้ง่ายขึ้นแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบยอดขาย วิเคราะห์ข้อมูล หรือบริหารช่องทางชำระเงิน ขณะเดียวกันยังขยายบริการไปสู่ฝั่งออฟไลน์มากขึ้น ผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินและระบบ POS ที่ช่วยเชื่อมการขายหน้าร้านกับออนไลน์ให้ทำงานต่อเนื่อง ลดความซับซ้อนในการดูแลสต๊อกและระบบบัญชี
อีกจุดเด่นของ Payso คือการออกแบบโซลูชันให้ยืดหยุ่นและปรับแต่งได้ตามลักษณะธุรกิจ ทั้งในรูปแบบ API และระบบเฉพาะทาง ทำให้รองรับได้ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยบริษัทวางตัวเองเป็น “Business Enabler” ที่ไม่ได้แค่รับเงินแทนร้านค้า แต่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้คล่องตัวและเติบโตได้ยั่งยืนมากขึ้น
ในช่วงที่เศรษฐกิจยังท้าทาย Payso ยังเพิ่มบริการที่ตอบโจทย์กำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเปิดทางเลือกการผ่อนชำระที่ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ทั้ง ShopeePay Later ในกลุ่ม Buy Now Pay Later และระบบ Online Direct Debit หรือ ODD ที่ช่วยหักบัญชีธนาคารอัตโนมัติ ทำให้การจ่ายเงินสะดวก รวดเร็ว และลดขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้น แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยร้านค้าเพิ่มโอกาสปิดการขายและรับเงินได้แน่นอนขึ้นด้วย
ผลจากการพัฒนาโซลูชันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Payso เติบโตอย่างโดดเด่นในปี 2025 โดยบริษัทระบุว่ามีอัตราการเติบโตถึง 100% ดันมูลค่าการซื้อขายรวม หรือ GMV ทะลุ 12,297 ล้านบาท ขณะที่ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 268% โดยช่องทางออฟไลน์เติบโต 130% และออนไลน์เติบโต 98% นอกจากนี้ยังคว้ารางวัล Thailand’s MarTech Awards 2026 สาขา Impact MarTech Award มายืนยันศักยภาพของแบรนด์ในฐานะผู้เล่นสำคัญของตลาดเทคโนโลยีการชำระเงินไทย

อุสรา สืบพงษ์สังข์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เพย์โซ จำกัด ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ชื่อ “Payso” คือการประกาศชัดว่าบริษัทไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางรับเงินอีกต่อไป แต่พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่มอบโซลูชันครบวงจร ตั้งแต่ระบบหลังบ้าน อุปกรณ์ออฟไลน์ ไปจนถึงบริการใหม่อย่าง ODD และ ShopeePay Later เพื่อช่วยร้านค้าและผู้บริโภคฝ่าความท้าทายทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน




