
ไซโบสุ อิงค์ (Cybozu, Inc., TSE: 4776) บริษัทแม่ของ Kintone ผู้ให้บริการโซลูชันการทำงานบนระบบคลาวด์ กำหนดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงสุดสำหรับการลงทุนระดับโลก โดยมีตลาดสำคัญคือประเทศไทยและมาเลเซีย การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัททำสถิติยอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37,430 ล้านเยน (240.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของแพลตฟอร์มหลัก Kintone ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 33.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
การตัดสินใจดังกล่าวยังได้รับการตอกย้ำด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงต้นปี โดยในเดือนมกราคม 2569 ไซโบสุ อิงค์ มียอดขายรวม 3.367 พันล้านเยน (21.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 17.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการค้าและศักยภาพในการสร้างรายได้ต่อเนื่องจากการขยายธุรกิจบนระบบคลาวด์ของกลุ่มบริษัท
โยชิฮิสะ อาโอโนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไซโบสุ อิงค์ กล่าวว่า “หากถามว่าภูมิภาคใดมีศักยภาพสูงสุดสำหรับการลงทุนระดับโลกในปัจจุบัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือภูมิภาคที่เหมาะสมที่สุด นอกเหนือจากศูนย์กลางที่เติบโตเต็มที่อย่างสิงคโปร์แล้ว เรามองเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ชัดเจน และเป็นตลาดที่มีศักยภาพต่อการเติบโตสูงและขยายตัวได้”
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปัจจุบันถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของไซโบสุ อิงค์ โดยมีจำนวนลูกค้าที่สมัครใช้บริการเพิ่มขึ้น 13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเต็มที่แล้ว ซึ่งอยู่ในภาวะอิ่มตัวและมีต้นทุนการแข่งขันสูง ส่งผลให้การดึงดูดลูกค้าใหม่ชะลอตัว และอัตราการเติบโตเมื่อเทียบปีต่อปีทรงตัว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไซโบสุประสบความสำเร็จในระดับภูมิภาค คือแพลตฟอร์มหลัก Kintone ซึ่งมียอดขายทะลุ 21.68 พันล้านเยน (138.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน การเติบโตเห็นได้ชัดเจนในตลาดท้องถิ่นที่มีความเฉพาะตัวสูง เช่น ประเทศไทยและมาเลเซีย โดยเฉพาะประเทศไทยที่เพียงปีเดียวมียอดเติบโตถึง 300% (ปี 2568 เทียบกับปี 2567)
เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไซโบสุได้ลงทุนเบื้องต้น 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการดำเนินงานในภูมิภาคนี้ เงินทุนดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านดิจิทัลระดับชาติ เช่น ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) และโครงการ ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) โดยมุ่งเน้นการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถสร้างคุณค่าที่จับต้องได้จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
น้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ Kintone Thailand กล่าวว่า “การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเราเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจไทย สำหรับ SME ไทยจำนวนมาก ก้าวแรกสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลได้ ด้วยการสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่นลดช่องว่างทางดิจิทัล และสร้างนวัตกรรมจากฐานราก ซึ่งจะช่วยปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับประเทศ”
เพื่อให้บริการได้อย่างเหมาะสมกับความหลากหลายของภูมิภาคนี้ ไซโบสุได้ลงทุนเพื่อเสริมสร้างการสนับสนุนที่ปรับให้เข้ากับบริบทของภูมิภาค ในประเทศไทย Kintone ได้ให้การสนับสนุน SME อย่างจริงจังในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การค้าส่ง โลจิสติกส์ และการบริการ โดยช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้เปลี่ยนจากการทำงานบนเอกสารและระบบเดิม ไปสู่การทำงานด้วยเวิร์กโฟลว์ดิจิทัลที่มีอินเทอร์เฟซภาษาไทยซึ่งออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศ
นอกจากนี้ ไซโบสุยังมีแผนที่จะต่อยอดความสำเร็จในระดับภูมิภาคไปสู่ระดับโลก โดยบริษัทกำลังจับตาโอกาสการเติบโตในตลาดใหม่ ๆ รวมถึงภูมิภาคอเมริกาใต้ ที่เริ่มมีการสอบถามเข้ามามากขึ้น สัญญาณเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกต่อแนวทางการทำงานแบบพาร์ทเนอร์ของไซโบสุ ที่มุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชันดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย
สำหรับผลประกอบการล่าสุดของ ไซโบสุ อิงค์ ประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 สามารถเข้าชมรายละเอียดได้ ที่นี่


