
ซิตี้กรุ๊ปจัดงาน Investor Day ปี 2569 ที่นิวยอร์ก เพื่อชี้แจงกลยุทธ์ธุรกิจ แผนสร้างการเติบโต และเป้าหมายผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญที่จับต้องได้ หรือ RoTCE ทั้งระยะสั้นและระยะกลาง
ไตรมาสแรกปี 2569 ซิตี้กรุ๊ปมีรายได้รวม 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% และมีกำไรสุทธิ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 42% สะท้อนผลจากการปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ซิตี้ให้บริการลูกค้ากว่า 180 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ มีสำนักงานในกว่า 90 ประเทศ รองรับธุรกรรมทางการเงินกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน และให้บริการบริษัท Fortune 500 กว่า 80%
ซิตี้ ประเทศไทย มองว่าเครือข่ายระดับโลกสามารถต่อยอดสู่การเติบโตในประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนลูกค้าสถาบัน ธุรกรรมข้ามพรมแดน และการลงทุนระหว่างประเทศ หลังซิตี้ขายธุรกิจลูกค้ารายย่อยออกไปแล้ว
การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวน ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ย และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ซิตี้กรุ๊ปยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ที่มีรายได้รวม 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 42%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความคืบหน้าของแผนปรับโครงสร้างองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนขึ้นใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยในสหรัฐอเมริกา ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจสถาบันธนกิจ ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และธุรกิจบริการธุรกรรมทางการเงิน
จุดแข็งที่ซิตี้กรุ๊ปหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของการเติบโต คือ “เครือข่ายระดับโลก” ซึ่งยังเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในธุรกิจการเงินระหว่างประเทศ ปัจจุบันซิตี้ให้บริการลูกค้าในกว่า 180 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ มีสำนักงานในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก และรองรับธุรกรรมทางการเงินกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
นอกจากนี้ ซิตี้ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนลูกค้าสถาบันระดับโลก โดยให้บริการบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 กว่า 80% พร้อมดูแลเครือข่ายธุรกรรมระหว่างประเทศของลูกค้ากลุ่มสถาบันธนกิจราว 3,800 เส้นทางธุรกรรมทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจตลาดทุนมีสัดส่วนรายได้จากประเทศนอกกลุ่ม G-10 ถึง 42% และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมีรายได้จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคิดเป็น 30% ในปี 2568
สำหรับประเทศไทย ซิตี้มองว่ายังเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในฐานะฐานสำคัญของธุรกิจสถาบัน การเงินข้ามพรมแดน และการสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศ หลังจากซิตี้ ประเทศไทย ขายธุรกิจลูกค้ารายย่อยออกไปแล้ว ทิศทางธุรกิจจึงยิ่งชัดเจนขึ้นในการมุ่งใช้จุดแข็งของเครือข่ายระดับโลกเพื่อสนับสนุนลูกค้าองค์กรและลูกค้าสถาบัน

นางสาวนฤมล จิวังกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย ระบุว่า งานวันนักลงทุนสัมพันธ์ปีนี้สะท้อนว่า เครือข่ายระหว่างประเทศยังเป็นจุดแข็งสำคัญของซิตี้ในการขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยองค์กรยังเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมีวินัย
ขณะเดียวกัน ซิตี้ ประเทศไทย ยังเห็นโอกาสในการต่อยอดกลยุทธ์ระดับโลกสู่การเติบโตในประเทศ ทั้งการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การสนับสนุนธุรกรรมและการลงทุนข้ามพรมแดน รวมถึงการผลักดันบทบาทของไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในเครือข่ายซิตี้ระดับภูมิภาค
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ซิตี้กรุ๊ปไม่ได้มองการเติบโตเพียงจากขนาดของธุรกิจ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเครือข่าย ความสามารถในการเชื่อมโยงเงินทุน การลงทุน และธุรกรรมข้ามประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่สถาบันการเงินระดับโลกยังมีบทบาทสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจต้องเผชิญความไม่แน่นอนและต้องการพันธมิตรทางการเงินที่มีเครือข่ายครอบคลุม
สำหรับไทย การถูกวางเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของเอเชียแปซิฟิกจึงไม่ใช่เพียงสถานะเชิงภูมิศาสตร์ แต่ยังสะท้อนโอกาสในการเชื่อมต่อธุรกิจไทยกับตลาดโลก ทั้งด้านการลงทุน การระดมทุน การควบรวมกิจการ และการขยายธุรกิจข้ามพรมแดนในระยะต่อไป




