
นี่คือประเด็นสำคัญจากเวที opentalk ช่วงพิเศษ โดย OPEN-TEC ภายใต้ TCC Technology Group ที่ชวนมองการ “พลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” ผ่านความร่วมมือระหว่าง ThaiBev, TCC Technology และ CMKL University โดยมี คุณอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จริงจากการบริหารซัพพลายเชนขนาดใหญ่
หัวใจของ ThaiBev ไม่ได้อยู่แค่การผลิตและส่งสินค้าให้ถึงตลาด แต่คือการออกแบบซัพพลายเชนให้เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุม 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารของเสีย โดยเฉพาะแนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” ที่ทำให้ขวด แก้ว กระดาษ หรือวัสดุหลังการบริโภค ไม่ได้จบลงที่การถูกทิ้ง แต่ถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างมูลค่าใหม่
โจทย์ใหญ่คือ ThaiBev ต้องบริหารเครือข่ายซัพพลายเออร์กว่า 3,000 ราย พร้อมเดินหน้าเป้าหมายด้านความยั่งยืน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่อยู่ราว 40% และการผลักดันการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ให้ได้ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งสอดรับกับแนวคิด Extended Producer Responsibility หรือ EPR ที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบผลกระทบของสินค้าตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่แค่ตอนผลิตเท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความยั่งยืนในมุมของ ThaiBev ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการมองเห็น “ระบบเดิม” ที่มีคุณค่าอยู่แล้ว เช่น เครือข่ายซาเล้ง ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของการรีไซเคิล เพียงแต่เมื่อนำข้อมูลเข้ามาช่วยจัดระบบ เครือข่ายเหล่านี้ก็สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น และสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
อีกจุดที่เป็นไฮไลต์คือ นวัตกรรม “Triple O” ที่ผสาน Data, Robotics และ AI เข้ากับการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน เริ่มจาก Oasis การใช้ข้อมูลและ GPS วิเคราะห์พื้นที่ เพื่อดูว่าหลังการบริโภค วัสดุเหลือใช้อยู่ตรงไหน และควรจัดการอย่างไรให้ตรงจุด ต่อด้วย Octopus การใช้หุ่นยนต์หรือแขนกลช่วยคัดแยกวัสดุที่หลากหลาย ลดภาระคนทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ และ Oracle การใช้ AI Image Recognition ช่วยจดจำและจำแนกประเภทขวดใช้แล้วได้แม่นยำขึ้น แม้อยู่ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงหลากหลาย
ความร่วมมือกับ TCC Technology และ CMKL University จึงไม่ได้เป็นแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการแปลง “ปัญหาหลังบ้าน” ให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่ขยายผลได้จริงในองค์กรขนาดใหญ่ ตั้งแต่แดชบอร์ดติดตามพลังงานหมุนเวียนในโรงงานกว่า 40 แห่ง ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ช่วยให้เห็นปัญหาเร็วขึ้น ตัดสินใจแม่นขึ้น และลงทุนด้านพลังงานสะอาดได้คุ้มค่ามากขึ้น
โมเดล Circular Economy ของ ThaiBev ยังสร้างผลกระทบในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และเกี่ยวข้องกับผู้คนอีกกว่าแสนชีวิต ทั้งผู้รีไซเคิล ผู้รวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดพลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ “Samui Model” หรือสมุยโมเดล ที่แก้ปัญหาโลจิสติกส์บนพื้นที่เกาะ ด้วยการใช้รถบรรทุกที่ว่างหลังส่งสินค้า นำวัสดุรีไซเคิลกลับเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพจากทรัพยากรที่มีอยู่เดิม ลดต้นทุนขนส่ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพิ่ม
บทสรุปจากเวทีนี้ชัดเจนว่า อนาคตของซัพพลายเชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าองค์กรจะนำ “ข้อมูล” ไปใช้ให้เกิดการตัดสินใจและการลงมือทำจริงได้อย่างไร เพราะ Data, Robotics และ AI จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเชื่อมกับเป้าหมายธุรกิจ คนทำงาน และวิธีคิดที่ถูกต้อง
ในโลกที่ธุรกิจต้องเผชิญทั้งต้นทุน ความผันผวน และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ซัพพลายเชนที่แข็งแรงจึงไม่ใช่แค่ซัพพลายเชนที่ส่งของได้ทันเวลา แต่ต้องเป็นซัพพลายเชนที่มองเห็นทั้งระบบ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเปลี่ยนของที่เคยถูกมองว่า “เหลือใช้” ให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้ง




