

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “อันดับ” แต่สะท้อนว่า ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยกำลังเติบโตเร็วขึ้น เห็นได้จากอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยที่พุ่งถึง 62.6% ทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไทยไม่ได้เด่นเฉพาะภาพรวมประเทศ แต่ยังมีจุดแข็งเฉพาะด้าน โดยเฉพาะกลุ่ม MedTech หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ไทยคว้าอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 8 ของโลก สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจสุขภาพและเวลเนสที่กำลังเติบโตทั่วโลก
ด้านกรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางสตาร์ตอัปของไทย โดยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน ที่สำคัญ กรุงเทพฯ ยังขึ้นเป็นเมืองอันดับ 1 ด้าน Robotics ของอาเซียน และอันดับ 17 ของโลก สะท้อนศักยภาพของไทยในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
ขณะเดียวกัน เมืองรองก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน โดย เชียงใหม่ และ ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงถึง 91.6% และ 85.9% ตามลำดับ สะท้อนว่าเมืองท่องเที่ยวและเมืองไลฟ์สไตล์ของไทยกำลังกลายเป็นพื้นที่ดึงดูดผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมถึงกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก

ปีนี้ยังมีเมืองใหม่ของไทยที่ติดอันดับเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา ปทุมธานี สมุทรปราการ และนครปฐม ส่งผลให้ไทยมีเมืองติดอันดับรวม 7 เมือง และกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สตาร์ตอัปไม่ใช่แค่ธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้ประเทศ ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก
ขณะที่ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA มองว่า การที่ไทยเข้าสู่ Top 50 และมีหลายเมืองเติบโตพร้อมกัน เป็นสัญญาณว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยเริ่มขยายจากศูนย์กลางไปสู่ภูมิภาคมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ อีกต่อไป
สำหรับก้าวต่อไป กระทรวง อว. และ NIA เตรียมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมผ่านหลายโครงการ เช่น การส่งเสริม Area-based Innovation Ecosystem, Matching Fund, University Holding Company, Makerspace ชุมชน และ Startup Thailand League รวมถึงผลักดัน DeepTech Startup ในสาขาสำคัญอย่าง MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech

ทั้งหมดนี้ทำให้การติดอันดับโลกของไทยในปี 2026 ไม่ใช่เพียงข่าวดีด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังขยับจากประเทศที่คนรู้จักในฐานะจุดหมายท่องเที่ยว ไปสู่การเป็นพื้นที่สร้างธุรกิจเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจในอนาคต




