

Amsterdam Rainbow Dress เป็นผลงานศิลปะที่เดินทางไปยังเมืองสำคัญหลายแห่งทั่วโลกมาแล้ว เช่น อัมสเตอร์ดัม เอเธนส์ เบอร์ลิน มาดริด นิวยอร์ก สตอกโฮล์ม ซูริก และวอร์ซอ ก่อนมาถึงประเทศไทย โดยชุดนี้เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน และการเตือนให้เห็นว่า ในหลายประเทศ คนหลากหลายทางเพศยังต้องเผชิญกฎหมายและทัศนคติที่เลือกปฏิบัติ

นายแร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า แม้โลกจะเดินหน้าเรื่องความเท่าเทียมมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศยังถูกกำหนดให้เป็นเรื่องผิดกฎหมายในเกือบ 60 ประเทศ และแม้บางประเทศจะมีกฎหมายรับรองสิทธิแล้ว ก็ยังมีแรงต้านกลับในชีวิตประจำวัน พร้อมย้ำว่า สิทธิของ LGBTIQ+ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เกี่ยวข้องกับหัวใจของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของทุกคน

ด้าน วาดดาว-อรรณว์ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival กล่าวว่า การมาถึงของ Amsterdam Rainbow Dress ในกรุงเทพฯ เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่บอกว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีผู้คนอีกจำนวนมากทั่วโลกที่ยังต้องเผชิญการเลือกปฏิบัติ
เธอย้ำว่า โครงการนี้ต้องการส่งต่อแรงบันดาลใจจากประเทศไทยไปถึงพี่น้อง LGBTIQ+ ทั่วโลก และนี่คือหัวใจสำคัญของการผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ในฐานะ “พื้นที่แห่งความหวังของทุกคน”


การถ่ายทำครั้งนี้เลือกใช้สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนหลายมิติของเมือง ทั้งความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรมชุมชน เศรษฐกิจกลางคืน พื้นที่พลเมือง และความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น The Okura Prestige Bangkok, สีลม ซอย 4, สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย, ลานคนเมือง และเสาชิงช้า
แต่ละสถานที่ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะความสวยงาม หากยังมีความหมายเชิงสังคม เช่น สีลม ซอย 4 ที่เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของชุมชน LGBTIQ+ ไทยมายาวนาน หรือ ลานคนเมืองและเสาชิงช้า ที่สะท้อนแนวคิดว่า เมืองที่เท่าเทียมต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นคนหลากหลายทางเพศ คนไร้บ้าน หรือกลุ่มเปราะบางอื่นๆ

ภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะถูกนำไปบรรจุใน Bid Book หรือเอกสารเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 เพื่อแสดงให้คณะกรรมการสากลเห็นว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพด้านการจัดงานระดับโลก แต่ยังมีพลังจากภาคประชาสังคม ศิลปิน นักกิจกรรม ภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ ที่ร่วมกันผลักดันเรื่องความเท่าเทียมอย่างจริงจัง


การเดินทางของ Amsterdam Rainbow Dress จากอัมสเตอร์ดัมสู่กรุงเทพฯ จึงเป็นมากกว่าภาพถ่ายชุดสายรุ้ง แต่คือการประกาศว่า ประเทศไทยพร้อมจะใช้พลังของศิลปะ วัฒนธรรม และความหลากหลาย เป็นสะพานเชื่อมผู้คนทั่วโลก
และหากกรุงเทพฯ ได้เป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 จริง งานนี้อาจไม่ใช่เพียงเทศกาลไพรด์ของไทย แต่จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ทำให้โลกเห็นว่า กรุงเทพฯ พร้อมยืนอยู่ข้างความหวัง เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน




