“ถ้าไม่เปลี่ยน เราก็ตาย” 3 บทเรียนธุรกิจของ “ร้านค้าปลีกยุคใหม่ในจังหวัดพิจิตร”
03 Jul 2026

 

ในวันที่โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วยิ่งกว่าที่เคย กลุ่มธุรกิจ TCP เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นกับ ผู้ที่กล้าเรียนรู้ ปรับตัว และลงมือเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด "70 ปี TCP ปลุกพลัง...ให้ไปต่อ" เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี กลุ่มธุรกิจ TCP จึงรวบรวมเรื่องราวของผู้คนจาก 7 กลุ่มพลัง ที่ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมไทย ผ่าน 3 พลังหลักเพื่ออนาคต ได้แก่ การศึกษา สุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี และสิ่งแวดล้อม โดยเรื่องราวของ คุณจาตุรนต์ เหลืองสว่าง หรือ “คุณอู๋” ทายาทรุ่นที่สองของ "สหแสงชัย ซุปเปอร์สโตร์" ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังด้านการศึกษา สะท้อนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเปิดรับมุมมองใหม่ และการพัฒนาศักยภาพของผู้คน โดยได้รับการสนับสนุนจาก Durbell Successor Program หลักสูตรพัฒนาทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พัฒนา ต่อยอด และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

 

หนึ่งในผู้ประกอบการที่สะท้อนพลังของการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี คือ สหแสงชัย ซุปเปอร์สโตร์ ธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นจาก จังหวัดพิจิตร จากจุดเริ่มต้นของร้านโชห่วยเล็ก ๆ ในปี 2524 สหแสงชัยค่อย ๆ เติบโตเป็นร้านขายส่ง ก่อนปรับตัวสู่ Local Modern Trade ที่มีสินค้ากว่า 20,000 รายการ มีพนักงานหลายร้อยคน และขยายสาขาครอบคลุมจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และพื้นที่ใกล้เคียง

 

 

เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือ คุณจาตุรนต์ เหลืองสว่าง หรือ "คุณอู๋" กรรมการผู้จัดการ สหแสงชัย ซุปเปอร์สโตร์ ทายาทรุ่นที่สองที่เคยทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อนตัดสินใจกลับบ้านหลังคุณพ่อเสียชีวิต เพื่อรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว และค่อย ๆ เปลี่ยนร้านค้าท้องถิ่นให้เติบโตในแบบของตัวเอง เรื่องราวของคุณอู๋สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายของโลกธุรกิจในปัจจุบัน

 

กลุ่มธุรกิจ TCP จึงเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ผ่าน Durbell Successor Programหลักสูตรพัฒนาทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ ซึ่งจัดโดย บริษัท เดอเบล จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายและจัดจำหน่ายในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดธุรกิจให้พร้อมเติบโตในอนาคต

 

เรื่องราวของสหแสงชัยไม่ใช่เพียงกรณีศึกษาของธุรกิจครอบครัวที่ “อยู่รอด” แต่คือบทเรียนสำคัญสำหรับ SME ไทยว่า ในวันที่โลกเปลี่ยน ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจท้องถิ่นยังสามารถเติบโตได้ หากกล้าที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และเข้าใจบทบาทของตัวเองในระบบเศรษฐกิจชุมชน และยังเป็นหนึ่งในตัวอย่างของพลังด้านการศึกษาที่สะท้อนว่า ความรู้ ทักษะ และมุมมองใหม่ สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นพาธุรกิจครอบครัวไปต่อได้ พร้อมสร้างผลกระทบต่อพนักงาน ร้านค้ารายย่อย ซัปพลายเออร์ ผู้บริโภค และเศรษฐกิจชุมชนโดยรอบ

 

 

บทเรียนที่ 1: อย่ารอให้ธุรกิจถูกเปลี่ยน แต่ต้องเป็นคนเริ่มเอง

จุดเปลี่ยนสำคัญของสหแสงชัยเกิดขึ้นเมื่อคุณอู๋มองว่า รูปแบบค้าปลีกเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ลูกค้าต้องการร้านที่สะดวก มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ระบบที่ทันสมัย และประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ Modern Trade หากร้านค้าท้องถิ่นยังทำแบบเดิม วันหนึ่งอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

“ตอนนั้นเรารู้สึกว่า ถ้าเรายังขายส่งแบบเดิม วันหนึ่งมันจะหายไปแน่ ๆ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปหมด คนอยากเดินร้านห้องแอร์ อยากมีของให้เลือกเยอะ อยากได้โปรโมชัน ถ้าเราไม่ปรับตัว เราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผมเลยเริ่มสนใจว่าเราจะพัฒนาธุรกิจครอบครัวให้ไปต่ออย่างไรได้บ้าง เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าเราไม่เปลี่ยน เราก็ตาย”

 

แต่การเปลี่ยนธุรกิจที่ครอบครัวทำมาหลายสิบปีไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งกังวลเรื่องเงินลงทุน ความเสี่ยง และการแข่งขันกับค้าปลีกรายใหญ่ คุณอู๋ใช้เวลากว่า 3 ปีค่อย ๆ โน้มน้าวคุณแม่ ด้วยการพิสูจน์ให้เห็นทีละขั้น ทั้งการนำระบบคอมพิวเตอร์และบาร์โค้ดมาใช้ ศึกษาร้านค้าตัวอย่าง และพาคุณแม่ไปเห็นโลกค้าปลีกที่เปลี่ยนไป

 

“เราไปสั่ง CEO ไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนั้นเราก็เหมือนเด็กฝึกงานคนหนึ่ง เราก็ทำหน้าที่หาข้อมูล พาแม่ไปดูโลกข้างนอกว่าคนอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว แล้วก็ให้คู่ค้า รวมถึงคนรอบตัวช่วยคุยกับแม่ด้วย ค่อย ๆ ทำให้เขาเห็นว่าโลกมันเปลี่ยนจริง ๆ และเราก็ต้องเปลี่ยนเหมือนกัน”

 

สำหรับ SME บทเรียนสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนครั้งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการมองเห็นปัญหาให้เร็ว ทดลองให้ไว และสร้างผลลัพธ์เล็ก ๆ เพื่อให้คนในองค์กรเห็นภาพเดียวกัน เพราะหลายครั้ง อุปสรรคของธุรกิจครอบครัวไม่ได้อยู่ที่ไม่มีโอกาส แต่อยู่ที่ยังไม่มี "ความเชื่อมั่นร่วมกัน" มากพอที่จะก้าวไปข้างหน้า

 

บทเรียนที่ 2: โตให้ใหญ่ได้ โดยไม่ทิ้งรากของตัวเอง

แม้สหแสงชัยจะปรับตัวสู่ Local Modern Trade แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจแตกต่างจากค้าปลีกรายใหญ่ คือการเติบโตบนความเข้าใจพื้นที่ ความสัมพันธ์กับคนในชุมชน และบทบาทของธุรกิจในระบบนิเวศท้องถิ่น จากร้านขายส่งเล็ก ๆ วันนี้สหแสงชัยมีสินค้ากว่า 20,000 รายการ ขยายสาขาครอบคลุมจังหวัดพิจิตรและพิษณุโลก มีพนักงานหลายร้อยคน และเป็นทั้งแหล่งซื้อสินค้าของผู้บริโภค รวมถึงคู่ค้าสำคัญของร้านค้ารายย่อยในพื้นที่

 

“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่ร้านโตนะครับ แต่มันคือการที่พนักงานมีงานทำ ร้านค้าย่อยมีของไปขายต่อ ชาวบ้านได้ซื้อของราคาดี แล้วทุกคนในระบบนิเวศรอบ ๆ เราเติบโตไปด้วยกัน จากเดิมที่เราเป็นร้านเล็ก ๆ ของครอบครัว วันนี้มันกลายเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้ให้คนอีกจำนวนมาก อันนี้ต่างหากที่ทำให้รู้สึกว่าการกลับมารับช่วงต่อวันนั้น มันมีความหมาย”

 

สำหรับ SME บทเรียนสำคัญคือ การเติบโตไม่ได้หมายถึงการเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เสมอไป แต่คือการเติบโตในแบบที่เหมาะกับบริบทของตัวเอง เข้าใจลูกค้า รักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้า และสร้างคุณค่าให้กับชุมชน เพราะเมื่อธุรกิจท้องถิ่นเติบโตได้ก็ไม่เพียงสร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจ แต่ยังช่วยรักษาการจ้างงาน สนับสนุนร้านค้ารายย่อย และทำให้เศรษฐกิจชุมชนเดินหน้าต่อได้

 

 

บทเรียนที่ 3: ความรู้และเพื่อนร่วมทาง คือพลังสำคัญของทายาทธุรกิจรุ่นใหม่

หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางธุรกิจ แต่คือการส่งต่อกิจการจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ทายาทธุรกิจจึงต้องมีทั้งความเข้าใจรากเดิม และทักษะที่จะพาธุรกิจไปสู่อนาคต

 

คุณอู๋มองว่า การเข้าร่วม Durbell Successor Programไม่ได้ให้เพียงองค์ความรู้ด้านการตลาด การบริหาร หรือการยกระดับธุรกิจสู่โลกดิจิทัล แต่ยังทำให้ได้พบ "เพื่อนร่วมทาง" ที่เข้าใจความท้าทายของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวเหมือนกัน

 

“สมัยก่อนเราคิดว่าเราสู้อยู่คนเดียว คิดเอง ทำเอง เหนื่อยเอง แต่พอมาเข้า Durbell Successor Programเราได้เจอเพื่อนร่วมทาง ที่มีปัญหาเหมือนเรา เคยผ่านอะไรคล้าย ๆ กัน มันเหมือนเราไม่ได้เดินคนเดียวอีกต่อไป แล้วพอเราเห็นคนอื่นลุกขึ้นมาพัฒนาธุรกิจของตัวเอง เราก็เหมือนได้เติมไฟกลับมาเหมือนกัน มันกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังรับไม้ต่อ ได้มาแชร์ ได้มาเรียนรู้ และให้กำลังใจกัน”

 

สำหรับ SME บทเรียนสำคัญคือ การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพียงในห้องอบรม แต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ที่กำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน เพราะนอกจากองค์ความรู้แล้ว "เครือข่าย" และ "เพื่อนร่วมทาง" ยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการพาธุรกิจไปต่อ

 

ด้วยความเชื่อนี้ กลุ่มธุรกิจ TCP จึงพัฒนา Durbell Successor Programเพื่อสร้างพื้นที่ให้ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการแล้ว 70 รายทั่วประเทศ

 

 

จากธุรกิจครอบครัว สู่การขับเคลื่อน SME ไทยให้ไปต่อ

สำหรับคุณอู๋ เขายังคงเชื่อว่า ทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องไม่หยุดเรียนรู้ และต้องไม่รอให้พร้อมสมบูรณ์แบบจึงค่อยเริ่มลงมือทำ

 

“ผมคิดว่าในทุกวิกฤต มีโอกาสอยู่เสมอ ขอแค่อย่าหยุด อย่าถอย ถ้าเรายังอยู่ในสนาม ยังลงมือทำ ผมว่าเรามีโอกาสไปต่อได้เสมอ ทำเลยครับ ไม่ทำไม่รู้ มัวแต่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็ไม่ได้ทำสักที ถ้าศึกษามาแล้ว เห็นตัวอย่างแล้ว อยากทำ ก็ลงมือทำเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ถ้าเราตั้งใจจริง ผมเชื่อว่าทุกคนพาธุรกิจของตัวเองไปต่อได้”

 

และสำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ท้ายที่สุดการปลุกพลังไม่ได้หมายถึงการทำให้ธุรกิจหนึ่งเติบโตเท่านั้น แต่คือการทำให้ผู้คนกล้าลุกขึ้นมาเรียนรู้ กล้าปรับตัว และกล้าส่งต่อโอกาสให้กับคนรอบข้าง เมื่อผู้ประกอบการหนึ่งคนไปต่อได้ ธุรกิจหนึ่งแห่งก็ไปต่อได้ เมื่อธุรกิจหนึ่งแห่งไปต่อได้ ชุมชนหนึ่งก็มีโอกาสเติบโตต่อ และเมื่อพลังเล็ก ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ก็จะกลายเป็นพลังที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

 

นี่คือความหมายของคำว่า "ปลุกพลัง...ให้ไปต่อ" ที่กลุ่มธุรกิจ TCP เชื่อมาตลอด 70 ปี

 

 

[อ่าน 62]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Circular Economy in Action เมื่อเอสซีจีจับมือโฮมโปรเปลี่ยนของเสียให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่
"จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน" เปิดตัวแคมเปญ “Gut-D, Feeling-D” เสริมสร้างความรู้ในการดูแลโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังแบบยั่งยืน
RAVIPA โตแรงในฮ่องกง ขยายอาณาจักรใหญ่ ณ K11 Musea ย้ำความสำเร็จแบรนด์ไทยในตลาดต่างประเทศ
เปิดรับสมัคร ! "Dek BAB" อาสาสมัครรุ่นใหม่ ร่วมขับเคลื่อนเทศกาล บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026 วันนี้ – 1 ส.ค. 69
"บีโอไอ" เผยยอดลงทุน EV ทะลุ 1.3 แสนล้าน หนุนเป้าฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคโนโลยี
ไปรษณีย์ไทย ผนึก JAS และ MONOMAX เปิดมิติใหม่การโหวตทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษยุคดิจิทัล ผ่านโปสต์การ์ดออนไลน์บน Prompt Post
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved