Circular Economy in Action เมื่อเอสซีจีจับมือโฮมโปรเปลี่ยนของเสียให้เป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่
03 Jul 2026


ในอดีต “ของเสีย” อาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนของการผลิตหรือภาระในการจัดการหลังการใช้งาน แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาว

 

สำหรับเอสซีจี “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “Circular Economy จึงไม่ใช่เพียงแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรเดิม ผ่านการพัฒนานวัตกรรม วัสดุใหม่ และโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและโฮมโปร และพันธมิตร ที่ร่วมกันพัฒนา Circular Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่การรับคืนสินค้าและวัสดุหลังการใช้งาน การคัดแยกและแปรรูป ไปจนถึงการนำกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าใหม่อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือดังกล่าวสามารถนำสินค้าและวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบการจัดการได้มากกว่า 25,621 ตัน และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้ากลุ่ม Circular Products มากกว่า 532 รายการ ส่งมอบสู่ผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น สะท้อนให้เห็นว่า Circular Economy สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

เมื่อ “ของเสีย” กลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต

หัวใจสำคัญของ Circular Economy คือการเปลี่ยนวัสดุที่หมดอายุการใช้งานให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าอีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นจริงผ่านธุรกิจต่างๆ ในเครือเอสซีจี

เอสซีจีซี (SCGC) ได้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า รวมถึงพลาสติกใช้แล้วจากการดำเนินงานของโฮมโปร เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแบบ Closed-Loop เพื่อผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงภายใต้ SCGC GREEN POLYMER™ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล และสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเทียบเท่าวัสดุใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ที่กำลังมองหาวัสดุคาร์บอนต่ำสำหรับผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ ตลอด 3 ปีของความร่วมมือ (ม.ค. 2566 – เม.ย. 2569) ความร่วมมือดังกล่าวสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 1,100 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 93,000 ต้น

ขณะเดียวกันเอสซีจีพี (SCGP) ร่วมพัฒนา Circular Loop สำหรับการนำกระดาษใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และเพิ่มการติดตั้งเครื่องอัดเศษกระดาษ ณ ศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวม คัดแยก และอัดเศษกระดาษที่ได้รับจากแต่ละสาขาของโฮมโปร ก่อนส่งตรงกลับเข้าสู่โรงงานของเอสซีจีพี ปัจจุบันสามารถรวบรวมกระดาษใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากกว่า 6,000 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 34,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ด้านเอสซีจี เดคอร์ (SCGD) ได้นำสุขภัณฑ์เก่ากลับมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระเบื้องเซรามิก สะท้อนการประยุกต์ใช้ Material Circularity ในภาควัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดของเสียและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเปิดโอกาสในการพัฒนาวัสดุทางเลือกและนวัตกรรมการผลิตรูปแบบใหม่ในอนาคต

 

Circular Economy กับโอกาสทางธุรกิจยุคใหม่

ท่ามกลางความท้าทายด้านทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Circular Economy กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ไม่เพียงในมิติของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการบริหารต้นทุน การสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง และการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

สำหรับเอสซีจี การสร้าง Circular Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรจึงเป็นมากกว่าการรีไซเคิล แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค ให้มีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าจากทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์

 

 

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นภารกิจที่ไม่มีใครสามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุ ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ความร่วมมือระหว่างเอสซีจีกับโฮมโปรจึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาสินค้าหรือโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการร่วมสร้าง Circular Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การออกแบบวัสดุ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

 

 

ด้านนายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “โฮมโปรไม่ได้มอง Circular Economy เป็นเพียงแคมเปญระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตแบบรักษ์โลกเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และเกิดขึ้นได้จริงในทุกๆ วันของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ปัญหาขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในครัวเรือนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ อีกทั้งรีเทลยุคใหม่ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายสินค้า แต่โฮมโปรเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตสินค้า ตั้งแต่วันที่ลูกค้าซื้อ ไปจนถึงวันที่สินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ทั้งนำไปต่อยอดเป็นวัสดุหมุนเวียนได้ไม่รู้จบ”

เมื่อ "ของเสีย" ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการใช้งาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและโอกาสทางธุรกิจใหม่ Circular Economy จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะสร้างการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

 

[อ่าน 1,107]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
SOAR สำเร็จการเดินทางครั้งแรก "The First Glide" สู่น่านน้ำบ้านแห่งใหม่บนชายฝั่งตะวันออกของไทย
Shopee จับมือ YouTube ประกาศสุดยอดครีเอเตอร์ไทยผู้ชนะ “Shopee Affiliate World Tour” ซีซัน 3
ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย คว้า Great Place to Work® Certification 2026
"AWC" และ "Meliá Hotels International" กางแผนขยายพอร์ตโฟลิโอห้องพักรวมกว่า 3,000 ห้อง
EV Station PluZ จับมือ ทีทีบี เปิดบริการ “EV Payment Solution” หนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
JTEKT 60 ปีในไทย ขยับฐานผลิตสู่ยุค EV–AI–Smart Manufacturing จากฐานผลิต สู่โจทย์ใหม่ Technology–People–Sustainability
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved