
ความสำเร็จของภาพยนตร์และซีรีส์ไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “คอนเทนต์” ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เพื่อความบันเทิงอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างรายได้ กระตุ้นการท่องเที่ยว ขยายตลาดสินค้า และส่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศไปยังผู้ชมทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีทั้งบุคลากรที่มีฝีมือ เรื่องราวที่หลากหลาย สถานที่ถ่ายทำ และระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับ สิ่งที่อุตสาหกรรมยังขาดคือ “ตลาดกลาง” ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของผลงาน ผู้ซื้อ นักลงทุน แพลตฟอร์ม และผู้จัดจำหน่ายจากหลายประเทศเข้ามาพบกันอย่างเป็นระบบ
นี่คือโจทย์ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ต้องการเข้ามาเติมเต็ม ผ่านการจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ตลาดซื้อขายและเวทีเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP
งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และแพลตฟอร์มสตรีมมิงทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 300 ราย พร้อมตั้งเป้าให้เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจมากกว่า 700 คู่

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมักเน้นการพาผู้ประกอบการเดินทางไปออกงานหรือเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ แม้วิธีดังกล่าวจะช่วยเปิดตลาด แต่ผู้ประกอบการรายเล็กและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จำนวนมากอาจยังเข้าไม่ถึงโอกาส เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ เครือข่าย และความพร้อมในการนำเสนอผลงาน
BICM2026 จึงถูกออกแบบให้กลับทิศทาง ด้วยการดึงผู้ซื้อ นักลงทุน สตูดิโอ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนทำคอนเทนต์ไทยสามารถนำเสนอผลงานและเจรจาธุรกิจได้โดยตรง
ความสำคัญของงานไม่ได้อยู่ที่การนำภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ผลิตเสร็จแล้วมาวางขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดตลาดให้กับผลงานตั้งแต่ช่วงต้นน้ำ ตั้งแต่แนวคิด บทภาพยนตร์ แผนการผลิต ไปจนถึงโปรเจกต์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้สร้างไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินทุนครบและผลิตผลงานเสร็จจึงจะเข้าสู่ตลาด แต่สามารถนำ “ไอเดียและ IP” ไปนำเสนอต่อนักลงทุน เพื่อหาเงินทุน ผู้ร่วมผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาพัฒนาผลงานร่วมกัน
ดร.ชาคริตมองว่า การมีตลาดกลางลักษณะนี้คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้ระบบนิเวศคอนเทนต์ไทยสมบูรณ์ขึ้น และเป็นกลไกพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็น Content Hub of Asia เทียบเคียงตลาดสำคัญในภูมิภาค เช่น FILMART ที่ฮ่องกง และ Asian Contents & Film Market ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
ในมุมของ CEA ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่การขาดคนเก่งหรือขาดเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะประเทศไทยมีทั้งผู้กำกับ นักเขียน โปรดิวเซอร์ นักแสดง ทีมผลิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล
สิ่งที่ยังต้องพัฒนาคือกระบวนการนำผลงานเข้าสู่ตลาด ตั้งแต่การยกระดับบท การพัฒนาโครงการ การวางแผนธุรกิจ การนำเสนอผลงาน หรือ Pitching ตลอดจนการบริหารลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
BICM2026 จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดง แต่ครอบคลุมกิจกรรมทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่ ทั้งการเจรจาแบบตัวต่อตัว การนำเสนอโปรเจกต์ การเปิดฉายผลงานที่อยู่ระหว่างการผลิต และการสร้างเครือข่ายกับผู้ซื้อและนักลงทุน
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ BICM Pitching & Awards ซึ่งเปิดพื้นที่ให้มีการนำเสนอโปรเจกต์และบทภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่พร้อมพัฒนาต่อกว่า 55 ผลงาน ประกอบด้วยโปรเจกต์จากไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงผลงานจากโครงการ CEA Content Lab และ BICM Open Call
นอกจากนี้ ยังมี Work-in-Progress Screening สำหรับภาพยนตร์และซีรีส์ที่อยู่ระหว่างการผลิต เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างหาผู้ร่วมลงทุน ผู้จัดจำหน่าย หรือตัวแทนขายก่อนที่ผลงานจะเสร็จสมบูรณ์
กลไกดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากผู้สนับสนุนกิจกรรมเป็นครั้งคราว ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจที่ช่วยให้ผลงานสร้างสรรค์เดินทางจากกระดาษไปสู่ตลาดจริง

ข้อมูลจาก CEA ระบุว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์ เมื่อรวมกับอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อ มีมูลค่ามากกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่การลงทุนในสาขาภาพยนตร์และการแพร่ภาพกระจายเสียงสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาทต่อเงินลงทุนทุก 1 บาท
แต่สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีความสำคัญ ไม่ได้มีเพียงรายได้จากการขายลิขสิทธิ์หรือค่ารับชมเท่านั้น
คอนเทนต์หนึ่งเรื่องสามารถสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การท่องเที่ยว ร้านอาหาร แฟชั่น ดนตรี สินค้า คาแรกเตอร์ อีเวนต์ ไปจนถึงบริการด้านการผลิต
กรณีของภาพยนตร์ “หลานม่า” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อความนิยมของภาพยนตร์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในโรงภาพยนตร์ แต่ยังสร้างกระแสการเดินทางตามรอยสถานที่ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติสนใจพื้นที่ วัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่ปรากฏในเรื่องมากขึ้น
ข้อมูลยังระบุว่า ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา คอนเทนต์ไทยได้รับการรับชมผ่านแพลตฟอร์ม OTT ทั่วโลกราว 750 ล้านครั้ง ขณะที่การเข้ามาถ่ายทำของโปรดักชันต่างประเทศในช่วง 10 ปี สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทยประมาณ 20,000 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไม่ควรถูกวัดจากรายได้ของบริษัทผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งภาพลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมของประเทศ

ทิศทางสำคัญที่ CEA ต้องการผลักดันคือ การเปลี่ยนผู้ประกอบการไทยจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือสร้างรายได้จากการขายผลงานเพียงครั้งเดียว ไปสู่การเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญามูลค่าสูง หรือ High-Value IP
ที่ผ่านมา บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยมีความแข็งแกร่งด้านการผลิต แต่สิทธิในเรื่องราว คาแรกเตอร์ รูปแบบรายการ หรือแฟรนไชส์อาจอยู่ในมือผู้ว่าจ้าง ส่งผลให้รายได้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงผลิตงาน และไม่สามารถต่อยอดไปสู่รายได้ระยะยาวได้เต็มที่
ในทางกลับกัน เมื่อผู้สร้างเป็นเจ้าของ IP ผลงานหนึ่งเรื่องสามารถขยายตัวไปได้ไกลกว่าการฉายบนจอ เช่น พัฒนาเป็นสินค้า คาแรกเตอร์ อาร์ตทอย เกม แอนิเมชัน หนังสือ อีเวนต์ แฟนมีต หรือการให้สิทธิผลิตซ้ำในประเทศอื่น
ปรากฏการณ์ซีรีส์วายและซีรีส์ Girls’ Love ของไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะรายได้ไม่ได้มาจากการจำหน่ายลิขสิทธิ์ซีรีส์เพียงช่องทางเดียว แต่ยังมาจากฐานแฟนคลับ การจัดกิจกรรม การตลาดผ่านศิลปิน สินค้า และคาแรกเตอร์ที่พัฒนาจากนักแสดงหรือเรื่องราว
ดร.ชาคริตชี้ว่า อนาคตของอุตสาหกรรมกำลังเคลื่อนไปสู่แนวคิด Fully Integrated Content ซึ่งผลงานหนึ่งชิ้นสามารถเชื่อมต่อไปยังหลายแพลตฟอร์มและหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น เป้าหมายของ BICM จึงไม่ใช่เพียงการสร้างยอดขายลิขสิทธิ์ แต่คือการช่วยให้นักสร้างสรรค์ไทยพัฒนา IP ของตัวเองจนกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญคือการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งเริ่มมีบทบาทในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การสร้างภาพตัวอย่าง การทำแอนิเมชัน ไปจนถึงงานหลังการผลิต
ดร.ชาคริตมองว่า AI จะช่วยลดทั้งระยะเวลาและต้นทุน ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กสามารถสร้างผลงานที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ทีมงานใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม แก่นของคอนเทนต์ยังอยู่ที่ “การเล่าเรื่อง” ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจมนุษย์ และมุมมองเฉพาะตัวของผู้สร้าง AI จึงควรถูกใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่คำตอบที่เข้ามาทดแทนความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด
โจทย์สำคัญของแรงงานในอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงเทคโนโลยี แต่คือการเรียนรู้ว่าจะนำ AI มาใช้กับกระบวนการทำงานอย่างไร โดยยังรักษาคุณค่า ความแตกต่าง และความเป็นเจ้าของผลงานไว้ได้
เมื่อมองไปข้างหน้าในช่วง 3–5 ปี ดร.ชาคริตประเมินว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยยังมีโอกาสเติบโตประมาณ 5–10% ต่อปี โดยประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญสามประการ
ประการแรกคือความสามารถด้านการสร้างเรื่องราวและการผลิต ซึ่งเห็นได้จากภาพยนตร์และซีรีส์ไทยที่สามารถเข้าถึงผู้ชมในหลายประเทศ
ประการที่สองคือความพร้อมในการเป็นฐานถ่ายทำระดับนานาชาติ ประเทศไทยมีทั้งสถานที่หลากหลาย ทีมงานมืออาชีพ ระบบบริการ และต้นทุนที่แข่งขันได้ จึงสามารถดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่
ประการที่สามคือความแข็งแกร่งของคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะซีรีส์วายและ Girls’ Love ซึ่งประเทศไทยสามารถพัฒนาให้กลายเป็นตลาดที่มีฐานแฟนคลับระดับโลก พร้อมต่อยอดไปยังธุรกิจอื่นได้อย่างโดดเด่น
เมื่อจุดแข็งเหล่านี้ถูกเชื่อมเข้ากับตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และระบบบริหาร IP อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจึงมีโอกาสก้าวพ้นจากการเติบโตเป็นรายเรื่อง ไปสู่การสร้างระบบธุรกิจที่แข็งแรงและต่อเนื่อง

สาระสำคัญของ BICM2026 จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนบริษัทที่เข้าร่วม หรือจำนวนคู่เจรจาที่เกิดขึ้นในช่วงสามวัน แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศไทยมีตลาดคอนเทนต์ของตัวเอง
เพราะการซื้อขายโปรเจกต์หนึ่งครั้งอาจยังไม่สร้างผลลัพธ์ในทันที ภาพยนตร์หรือซีรีส์บางเรื่องต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะพัฒนา ระดมทุน ผลิต และเข้าสู่ตลาด การวัดผลจึงต้องมองไปถึงจำนวนโครงการที่ได้รับการลงทุน การร่วมผลิตระหว่างประเทศ การขาย IP และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะยาว
สำหรับ CEA เป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงการทำให้คอนเทนต์ไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่คือการทำให้ผู้สร้างไทยมีอำนาจต่อรอง เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถสร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
หาก BICM สามารถพัฒนาเป็นเวทีประจำปี และเชื่อมตลาดไทยเข้ากับเครือข่ายซื้อขายคอนเทนต์ระดับภูมิภาคได้จริง ประเทศไทยก็อาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายทำหรือแหล่งผลิตงานคุณภาพ แต่สามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางที่เรื่องราว เงินทุน ผู้สร้าง และผู้ซื้อจากทั่วเอเชียเข้ามาพบกัน
และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “คอนเทนต์ไทย” เปลี่ยนสถานะจากผลงานบันเทิง ไปสู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าให้ประเทศในระยะยาว





