
ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่ “อร่อย” แต่ต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความสะดวก และความคุ้มค่า อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย กำลังขยับบทบาทครั้งสำคัญ จากบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องปรุงรส ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยยกระดับสุขภาวะของคนไทยในชีวิตประจำวัน
ทิศทางธุรกิจปี 2569 จึงไม่ได้อยู่เพียงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้าน “AminoScience” มาต่อยอดเป็นโซลูชันด้านอาหาร โภชนาการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด “กินดี มีสุข – Eat Well, Live Well.” เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหาร ชุมชน และสังคม
ปี 2568 อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย มีผลประกอบการ 3.4 หมื่นล้านบาท โดยมีผลิตภัณฑ์หลักที่ครองอันดับหนึ่งในตลาด ได้แก่ “รสดี” ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเครื่องปรุงรสราว 90% ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะราว 80% และกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ราว 50%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า อายิโนะโมะโต๊ะมีฐานธุรกิจอาหารที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่โจทย์ของการเติบโตในระยะถัดไป คือการนำจุดแข็งด้านรสชาติ วิทยาศาสตร์ และความเข้าใจผู้บริโภค มาสร้างตลาดใหม่ที่เชื่อมโยงกับ “สุขภาพและคุณภาพชีวิต” มากขึ้น

มร.ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เผยา บริษัทจะผสานนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับอินไซต์ของผู้บริโภคในประเทศ เพื่อตอกย้ำการเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพของคนไทย รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหาร ชุมชน และธุรกิจอาหาร
3 เทรนด์อาหาร กำหนดเกมธุรกิจปี 2569
ข้อมูลจาก Innova Market Insights 2026 ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความคุ้มค่าและคุณภาพ ความต้องการมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน รวมถึงความต้องการอาหารและเครื่องดื่มที่สะดวกและเหมาะกับทุกช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน
เทรนด์เหล่านี้ทำให้อายิโนะโมะโต๊ะวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ผ่าน 3 เสาหลัก
เสาแรก คือการเสริมสร้าง “กินดี” ด้วย AminoScience โดยขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ และพัฒนาโซลูชันโภชนาการที่ยังคงรสชาติอร่อย พร้อมต่อยอดโครงการ Thailand Victory Project สนับสนุนนักกีฬาไทยถึงเอเชียนเกมส์ 2026 ขยายโปรแกรม Winning Meals ไปสู่ผู้บริโภคทั่วไป และร่วมกับร้านอาหารผ่านแคมเปญ Better Meal เพื่อสนับสนุนการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
เสาที่สอง คือการเพิ่มประสบการณ์ “มีสุข” ผ่านการขยายผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมถึงธุรกิจอาหารแช่แข็งพร้อมทานสไตล์ญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ “อายิโนะโมะโต๊ะ อุไม” และการเปิดนิทรรศการ Ajinomoto Amino Museum ที่เชื่อมโยงเรื่องโภชนาการ ศิลปะ และประสบการณ์เสมือนจริงเข้าด้วยกัน
เสาที่สาม คือการพัฒนาองค์กรสู่การเป็น Trusted Well-Being Partner หรือพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจด้านสุขภาวะ โดยมองไกลกว่าการขายอาหาร ไปสู่การสนับสนุนสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสุข และคุณภาพชีวิต พร้อมขับเคลื่อนระบบนิเวศอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งหมากสำคัญคือการเปิดตัว “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” พันธกิจที่มุ่งสนับสนุนร้านอาหารไทย สตรีทฟู้ด และพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ ด้วยโซลูชันที่ช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอน และประหยัดเวลาในการประกอบอาหาร
โอกาสของตลาดนี้มีขนาดใหญ่ เพราะเกือบ 50% ของคนไทยซื้ออาหารพร้อมรับประทานจากร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานที่ร้าน ซื้อกลับบ้าน หรือสั่งเดลิเวอรี ขณะที่ประเทศไทยมีร้านอาหารประมาณ 700,000–1 ล้านแห่ง
อายิโนะโมะโต๊ะจึงตั้งเป้าผลักดัน “คู่ร้าน” ให้เป็นพันธมิตรด้านโซลูชันอาหารอันดับแรกในใจของผู้ประกอบการ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้ได้จริง การแบ่งปันองค์ความรู้ และการสร้างชุมชนดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและช่วยให้ร้านอาหารสามารถส่งมอบมื้ออาหารที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้สะท้อนว่า อายิโนะโมะโต๊ะกำลังขยายขอบเขตการแข่งขัน จากตลาดเครื่องปรุงและอาหาร ไปสู่ตลาดสุขภาพ โภชนาการ อาหารพร้อมทาน และโซลูชันสำหรับผู้ประกอบการ
AminoScience จึงไม่ได้ถูกวางไว้เพียงในฐานะเทคโนโลยีของบริษัท แต่กำลังกลายเป็น “แพลตฟอร์มการเติบโต” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไป นักกีฬา คนรุ่นใหม่ ไปจนถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร
ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้ คือการทำให้คำว่า “สุขภาพดี” เข้าถึงง่าย มีรสชาติอร่อย ราคาเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ เพราะในตลาดอาหารยุคใหม่ ผู้ชนะอาจไม่ใช่แบรนด์ที่ขายสินค้าได้มากที่สุดเท่านั้น แต่คือแบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในทุกมื้ออาหาร และช่วยให้ผู้บริโภค “กินดี มีสุข” ได้อย่างยั่งยืน





