
ท่ามกลางตลาดอาหารโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความผันผวนของต้นทุน และการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงขนาดการผลิต แต่รวมถึงความเร็วในการตัดสินใจ ประสิทธิภาพขององค์กร และความสามารถในการใช้ข้อมูล “ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” กำลังขยับโครงสร้างผู้นำครั้งสำคัญ เพื่อเปลี่ยนแผน Strategy 2030 ให้เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัทประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงพร้อมกัน 3 ตำแหน่ง ได้แก่ รติพร รัชต์เจริญ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน หรือ CFO, Daniel Laverick ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายดิจิทัล หรือ CDO และ Sumit Narang ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์และการทรานส์ฟอร์ม หรือ CSTO
โดยทั้ง 3 คนจะเข้ามาสนับสนุนเป้าหมายหลักของ Strategy 2030 ตั้งแต่การฟื้นความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก การเปิดแพลตฟอร์มการเติบโตใหม่ ไปจนถึงการสร้างขีดความสามารถภายในองค์กรให้แข็งแรงขึ้น
การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนว่า ไทยยูเนี่ยนไม่ได้มองการทรานส์ฟอร์มเป็นเพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่กำลังออกแบบ “ระบบบริหารใหม่” ที่เชื่อมโยงการเงิน กลยุทธ์ ข้อมูล และการปฏิบัติการเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรตอบสนองต่อตลาดได้เร็วและแม่นยำกว่าเดิม

ในฝั่งการเงิน รติพร รัชต์เจริญ จะรับผิดชอบกลยุทธ์และการดำเนินงานทางการเงินทั่วทั้งกลุ่ม โดยมีภารกิจสำคัญในการยกระดับการบริหารผลการดำเนินงาน ปรับปรุงการจัดสรรเงินทุน พัฒนาระบบคาดการณ์และ Business Intelligence รวมถึงทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลรองรับมากขึ้น
ประสบการณ์ของรติพรครอบคลุมบทบาทผู้นำด้านการเงินในหลายองค์กร เช่น โอสถสภา East-West Seed, Diageo, PepsiCo และ Minor International รวมถึงการทำงานด้านกลยุทธ์การเงิน ธรรมาภิบาล การจัดสรรทุน ตลอดจนโครงการ Shared Services และ ERP Transformation ซึ่งเป็นฐานสำคัญขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการควบคุมต้นทุนและเห็นข้อมูลทั้งระบบแบบใกล้เคียงเรียลไทม์

ด้านกลยุทธ์และการเปลี่ยนผ่านองค์กร Sumit Narang จะทำงานร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้นำแต่ละหน่วยธุรกิจ เพื่อเปลี่ยน Strategy 2030 ให้เป็นแผนปฏิบัติการในทุกธุรกิจ พร้อมค้นหาโอกาสการเติบโตและขับเคลื่อนการทรานส์ฟอร์มทั่วทั้งกลุ่ม เขามีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีจาก Walmart, McKinsey & Company และ C.K. Birla Group โดยที่ Walmart เคยรับผิดชอบกลยุทธ์จัดหาสินค้าระดับโลกครอบคลุมมากกว่า 70 ประเทศ

ขณะที่ Daniel Laverick จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนวาระดิจิทัลและเทคโนโลยีระดับองค์กร โดยมุ่งเปลี่ยนไทยยูเนี่ยนให้เป็นองค์กรที่ใช้ข้อมูลมากขึ้น มีความพร้อมด้าน AI และสามารถขยายระบบอัตโนมัติรวมถึง Advanced Analytics ไปใช้ได้จริงในระดับธุรกิจ ภารกิจของเขาครอบคลุมการปรับปรุงแพลตฟอร์มเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในตลาดทั่วโลก
Daniel มีประสบการณ์ด้าน Enterprise Digital Transformation มากกว่า 25 ปี และเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงใน Etihad Airport Services, Zuellig Pharma และ Albatha Group รวมถึงเคยดูแลการแยกระบบเทคโนโลยีของ Etihad Airport Services การทรานส์ฟอร์ม SAP S/4HANA และการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับองค์กรที่มีโครงสร้างซับซ้อน
ในมุมธุรกิจ การดึงผู้บริหาร 3 สายเข้ามาพร้อมกันแสดงให้เห็นว่า ไทยยูเนี่ยนกำลังสร้าง “เครื่องยนต์การเติบโต” 3 ด้าน ได้แก่ วินัยทางการเงิน การแปลงกลยุทธ์สู่การลงมือทำ และโครงสร้างดิจิทัลที่รองรับข้อมูลและ AI เพราะต่อให้บริษัทมีแบรนด์ ตลาด และฐานการผลิตแข็งแรง แต่หากการจัดสรรเงินทุนไม่แม่นยำ ระบบข้อมูลไม่เชื่อมต่อ หรือกลยุทธ์ไม่สามารถลงไปถึงระดับหน่วยธุรกิจได้ การเติบโตระยะต่อไปก็อาจไม่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย
ฐานของไทยยูเนี่ยนถือว่ามีขนาดเพียงพอสำหรับการทรานส์ฟอร์มในระดับโลก โดยปี 2568 บริษัทมียอดขายมากกว่า 133,000 ล้านบาท มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 44,000 คน และดำเนินธุรกิจตั้งแต่อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง อาหารแช่แข็ง อาหารมูลค่าเพิ่ม ส่วนผสมอาหาร ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงอาหารสัตว์น้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงอย่างยั่งยืน
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า Strategy 2030 คือทิศทางสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป และการแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างองค์กรที่มองไปข้างหน้า เน้นผลการดำเนินงาน และขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล เพื่อแข่งขันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับทิศทางต่อไป Sumit Narang และ Daniel Laverick จะเริ่มงานวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ส่วนรติพร รัชต์เจริญ จะเริ่มงานวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โดยเป้าหมายระยะยาวยังคงมุ่งสู่การเป็นบริษัทด้านสุขภาพและโภชนาการจากท้องทะเลชั้นนำของโลก ภายใต้แนวคิด “Healthy Living, Healthy Oceans”
การปรับทีมผู้นำครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเติมตำแหน่งบริหาร แต่เป็นการวางโครงสร้างเพื่อให้ไทยยูเนี่ยนเปลี่ยนจากองค์กรอาหารทะเลขนาดใหญ่ ไปสู่องค์กรระดับโลกที่ใช้ทุน ข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือบริษัทจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพภายในเหล่านี้ให้กลายเป็นการเติบโตใหม่ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจนได้เร็วเพียงใด





