
การส่งออกไทยในเดือนมิถุนายน 2569 กลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยมีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งตัวจากเดือนพฤษภาคมที่เติบโต 10.6% และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 16.9%
หากไม่รวมทองคำ การส่งออกจะขยายตัวสูงถึง 24.4% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโต 17.6% สะท้อนแรงส่งจากวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยี หรือ Technology Cycle ที่ยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญของภาคส่งออกไทย
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 25.1% โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโต 32.5% ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 44.3% และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 33
สินค้าที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ โทรศัพท์และอุปกรณ์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 137.9% รวมถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขยายตัว 63.6% สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและประกอบสินค้าเทคโนโลยีเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า โดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 6.5% โดยเฉพาะผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ซึ่งลดลง 18% ขณะที่การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางหดตัว 6.9% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง
อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าเดือนมิถุนายนมีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 50.3% เร่งตัวจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 35.1%
สาเหตุสำคัญมาจากการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับผลิตสินค้าเทคโนโลยี เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงสินค้าเชื้อเพลิง ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพสำคัญว่า แม้ยอดส่งออกจะขยายตัวสูง แต่การเติบโตส่วนหนึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนและปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนมาก ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศอาจไม่ได้เติบโตในระดับเดียวกับตัวเลขการส่งออก
Krungthai COMPASS ประเมินว่า การส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หลังแรงหนุนจากการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าภายใต้ Section 301
ประเด็นแรกที่ต้องจับตาคือมาตรการเกี่ยวกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ หรือ Forced Labor Goods โดยสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้าจากไทยในวงกว้างในอัตรา 12.5% ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ถูกเรียกเก็บในอัตรา 10%
ส่วนต่างภาษีดังกล่าวอาจทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง โดยกลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบมีสัดส่วนประมาณ 62.4% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเครื่องจักร ยางและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
อีกความเสี่ยงคือประเด็น Structural Excess Capacity หรือกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของสหรัฐฯ หลังอัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องในช่วงปี 2567–2568
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ถือเป็นสาขาที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยเพียง 56.6% แต่ไทยกลับเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในกลุ่มดังกล่าวสูงถึง 29.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกรายใหญ่ในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้า หรือ Import Content สูงถึง 70% สะท้อนว่าการขยายตัวของการส่งออกไทยยังพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศในระดับสูง
ตัวเลขส่งออกเดือนมิถุนายนถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความต้องการจากตลาดสหรัฐฯ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นถึง 50.3% การขาดดุลการค้าต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงด้านภาษีและมาตรการตรวจสอบจากสหรัฐฯ กำลังสะท้อนว่า การแข่งขันในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าไทยส่งออกได้มากเท่าใด
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ยกระดับเทคโนโลยีและผลิตภาพการผลิต กระจายตลาดส่งออก และสร้างระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ
เพราะหากการส่งออกเติบโต แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าสูงและมีความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า การเติบโตที่เห็นในวันนี้อาจไม่ได้หมายถึงความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า





