

ล่าสุด บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศยกระดับความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี สู่การเป็น พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Partnership เพื่อร่วมพัฒนาบริการประกันภัยและบริการดิจิทัล ผ่านการผสานเครือข่ายไปรษณีย์ไทยที่ครอบคลุมทั่วประเทศเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านประกันภัยและแพลตฟอร์มดิจิทัลของทั้งสององค์กร
หัวใจของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเปลี่ยน “เครือข่ายกายภาพ” ให้ทำงานร่วมกับ “ช่องทางดิจิทัล” อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัยได้ทั้งผ่านที่ทำการไปรษณีย์และช่องทางออนไลน์
ที่ผ่านมา ทั้งสององค์กรมีฐานความร่วมมือจากบริการรับชำระเบี้ยประกันภัย การให้บริการผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ และการขยายช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัย การยกระดับสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์จึงไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการนำทรัพยากรและฐานลูกค้าเดิมมาต่อยอดเป็นบริการรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตดิจิทัลมากขึ้น

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการผสานศักยภาพของทั้งสององค์กร เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองผ่านเครือข่ายบริการทั่วประเทศ พร้อมพัฒนานวัตกรรมและบริการดิจิทัลที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการในอนาคต
ขณะที่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มองว่า จุดแข็งของไปรษณีย์ไทยคือเครือข่ายที่เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ เมื่อนำมาผสานกับเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของพันธมิตร จะช่วยให้บริการด้านประกันภัยและบริการภาครัฐมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในช่องทางสาขาและช่องทางดิจิทัล
หนึ่งในโครงการสำคัญที่อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือ คือการพัฒนาระบบรองรับ การชำระภาษีรถประจำปีผ่านช่องทางออนไลน์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริการประกันภัยประเภทต่าง ๆ การเพิ่มช่องทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ไทย และการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโซลูชันใหม่ร่วมกัน
ในมุมธุรกิจ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนทิศทางขององค์กรขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนจากการทำงานแบบ “แยกอุตสาหกรรม” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการร่วมกัน ทิพยประกันภัยนำความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และการบริหารความเสี่ยง ขณะที่ไปรษณีย์ไทยนำเครือข่าย จุดให้บริการ และความใกล้ชิดกับชุมชนมาเชื่อมต่อกัน
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มช่องทางขายประกัน แต่คือการลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ สร้างความเชื่อมั่น และทำให้ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยและบริการภาครัฐสามารถดำเนินการได้ในจุดเดียวมากขึ้น

จากความร่วมมือกว่า 10 ปี สู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โจทย์ต่อไปของทั้งสององค์กรคือการทำให้เครือข่ายขนาดใหญ่และเทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะในอนาคต ความได้เปรียบของธุรกิจประกันภัยอาจไม่ได้วัดจากจำนวนผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถในการทำให้ “ความคุ้มครอง” เข้าถึงประชาชนได้ง่ายและใกล้ตัวที่สุดด้วย.





