ถอดรหัส “ยันฮี” กับภารกิจปั้นไทยสู่ LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชีย
27 Jul 2026

 

ท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศในการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดึงดูดผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ "LGBTQ+ Healthcare" กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหม่ของธุรกิจการแพทย์และ Medical Tourism ที่หลายประเทศต่างเร่งช่วงชิงความเป็นผู้นำ

 

และหากพูดถึงชื่อของสถานพยาบาลที่อยู่ในแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “โรงพยาบาลยันฮี” คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่มีบทบาทผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของภูมิภาคเอเชีย

 

ภายใต้การนำของ พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาสานต่อและยกระดับองค์กรสู่ยุคใหม่ ยุคที่โรงพยาบาลไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่แข่งขันกันด้วย “ความเข้าใจมนุษย์” และความสามารถในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างแท้จริง

 

 

จากโรงพยาบาลศัลยกรรม สู่ศูนย์กลางสุขภาพความหลากหลายทางเพศ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของโรงพยาบาลยันฮีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย แต่ในมุมมองของ พญ.ศิรินทรา การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังนำพาองค์กรเข้าสู่บทบาทใหม่

 

“ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้เข้ามาเพราะเจ็บป่วย แต่เข้ามาเพื่อให้ร่างกายและอัตลักษณ์ของตนเองสอดคล้องกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือความเข้าใจ ความเคารพ และความมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม”

 

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง “Yanhee Support Pride Center” ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ที่รวมบริการทุกด้านไว้ภายใต้แนวคิด “One Roof Service” ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ การศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง การติดตามสุขภาพระยะยาว ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตหลังการรักษา

 

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ที่ไม่ได้มองผู้ป่วยเป็นเพียงผู้รับบริการทางการแพทย์ แต่เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเฉพาะตัวในทุกมิติของชีวิต

 

พญ.สิรินทรา กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาด LGBTQ+ Healthcare ของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้รับบริการชาวไทยเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราพบว่า กลุ่มผู้เข้ารับบริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิง (Male to Female) กว่า 74% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่กลุ่มหญิงเป็นชาย (Female to Male) มีสัดส่วนผู้รับบริการต่างชาติสูงถึง 55%

 

โดยประเทศหลักที่เดินทางเข้ามารับบริการ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจุดหมายด้านสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก

 

โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งหลายประเทศยังคงมีข้อจำกัดทั้งทางกฎหมาย วัฒนธรรม และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ประเทศไทยจึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานระดับสากล ภายใต้สังคมที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

 

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่พัฒนาศักยภาพด้านศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพอย่างจริงจัง ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะ Destination of Sex Change Surgery มาอย่างยาวนาน

 

ไม่เพียงเท่านั้น เทคนิคการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิงของแพทย์ไทย ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกนำเสนอในเวทีวิชาการระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง “ชื่อเสียงของแพทย์ไทย คุณภาพการรักษา ความละเอียดของบุคลากรทางการแพทย์ และความเป็นมิตรของสังคมไทย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกยังคงเลือกประเทศไทย” พญ.สิรินทรา กล่าว

 

Pride Economy โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

แม้คนส่วนใหญ่จะมองเรื่องการยืนยันเพศสภาพในมิติของสิทธิมนุษยชนหรือความเท่าเทียมทางสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยผู้รับบริการกลุ่มข้ามเพศไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว แต่ต้องการการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการติดตามระดับฮอร์โมน การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง การประเมินภาวะทางจิตใจ การดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเฉพาะ

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้รับบริการหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับระบบสุขภาพได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสิบปี นอกจากนี้ยังเกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการด้าน Wellness ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศเริ่มมอง LGBTQ+ Healthcare เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรม Medical Tourism

 

มากกว่าการผ่าตัด คือการดูแลตลอดชีวิต

พญ.สิรินทรา กล่าวอีกว่า หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือการมองว่าการเปลี่ยนผ่านทางเพศสิ้นสุดลงหลังการผ่าตัด ในความเป็นจริงผู้รับบริการควรต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ฮอร์โมนระยะยาว การติดตามสุขภาพของอวัยวะที่ได้รับการผ่าตัดสร้างขึ้นใหม่ การตรวจคัดกรองโรคตามช่วงอายุ หรือการดูแลด้านสุขภาพจิต

 

“การดูแลคนข้ามเพศไม่ใช่การรักษาระยะสั้น แต่เป็นการดูแลตลอดชีวิต” ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลยันฮี จึงพัฒนาระบบติดตามผลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพที่ประกอบด้วยศัลยแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ สูตินรีแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสนับสนุนที่ได้รับการอบรมเฉพาะทาง

 

ความท้าทายที่ไทยยังต้องเร่งแก้

แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง โดยเฉพาะศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพและจิตแพทย์ที่มีความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ ขณะเดียวกัน กฎหมายและระบบประกันสุขภาพหลายส่วนยังไม่สามารถรองรับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์

 

ในมุมของ พญ.สิรินทรา มองว่าการพัฒนา LGBTQ+ Medical Hub ไม่ใช่ภารกิจของโรงพยาบาลเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ

 

4 กุญแจสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ระดับโลก

พญ.สิรินทรา เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งขับเคลื่อน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

2. สนับสนุนงานวิจัย งานวิชาการ และองค์ความรู้ด้าน LGBTQ+ Healthcare ในระดับสากล

3. สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกฎหมายที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม

4. เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและประกันสุขภาพ เพื่อให้ผู้ข้ามเพศเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยได้มากขึ้น

 

พญ.สิรินทรา กล่าวถึง ก้าวต่อไปของยันฮี ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว โรงพยาบาลยันฮีเตรียมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงพื้นที่บริการ และขยายแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบลงทุนรวมมากกว่า 100 ล้านบาทในช่วงปี 2566-2570

 

“เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบบริการสุขภาพของไทย จากโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามที่คนไทยรู้จัก สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”

 

“และหากประเทศไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และความเปิดกว้างทางสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Pride Month ในอนาคต อาจไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจ แต่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าให้กับสังคม และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชียอย่างเต็มรูปแบบ” พญ.สิรินทรา กล่าวสรุปในตอนท้าย

 

 

[อ่าน 529]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"เอปสัน" เปิดบ้านต้อนรับยังก์ดีไซเนอร์ สานต่อความร่วมมือ "สยามเซ็นเตอร์" ปีที่ 3 ต่อยอดไอเดียจากห้องเรียนสู่ผลงานจริง
ธ.ก.ส. ร่วมเปิดงาน มหกรรมการเกษตร “TOYOTA FARM EXPO 2026”
วางจำหน่ายแล้ว OPPO A7 Pro Series 5G ราคาเริ่มต้น 13,999 บาท ชูเซลฟี่มุมกว้าง 50MP พร้อม AI ปรับเฟรม
Gother ขยับจากเว็บจองเที่ยว สู่แพลตฟอร์มขาย “ประสบการณ์” ตั้งเป้ายอดจอง 3,700 ล้านบาทในปี 2570
แสนสิริ เผยโฉม “SHUSH Ratchathewi” ลักซ์ชัวรี่ลอฟต์ดีไซน์คอนโดพร้อมอยู่ ใจกลางราชเทวี
ปันบุญ โดย ทีทีบี หนุนมูลนิธิใช้ AI และ Data เพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน พร้อมยกระดับการบริจาคให้โปร่งใส
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved