

การบริจาคอวัยวะอาจเริ่มต้นจากการตัดสินใจ “ให้” ของคนหนึ่งคน แต่การทำให้ความตั้งใจนั้นเดินทางไปถึงผู้ป่วยที่กำลังรอคอย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้บริจาคเพียงอย่างเดียว เพราะระหว่าง “ผู้ให้” กับ “ผู้รับ” ยังมีตัวแปรสำคัญที่สุด นั่นคือ เวลา
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ขณะที่จำนวนผู้บริจาคจริงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ แม้ระบบปลูกถ่ายอวัยวะและเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยยังต้องรอคอยโอกาสในการรักษาเป็นเวลานาน
ข้อมูลจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้บริจาคอวัยวะจากภาวะสมองตาย 545 ราย และมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะสะสม 1,920,083 คน หรือคิดเป็นเพียง 2.7% ของประชากร ขณะที่ตลอดปี 2568 มีผู้เสียชีวิตระหว่างรออวัยวะ 209 คน เฉลี่ยมากกว่า 3 คนต่อสัปดาห์
ล่าสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ประเทศไทยมีผู้รอการปลูกถ่ายอวัยวะอยู่ในระบบถึง 8,115 คน สะท้อนชัดว่าปัญหาการขาดแคลนอวัยวะยังอยู่ในภาวะวิกฤต และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเร่งด่วน
ความท้าทายของการปลูกถ่ายอวัยวะไม่ได้มีเพียงการหาอวัยวะที่เหมาะสมกับผู้รับ แต่อวัยวะแต่ละชนิดยังมีระยะเวลาเก็บรักษานอกร่างกายอย่างจำกัด โดยหัวใจและปอดมีเวลาประมาณ 4–6 ชั่วโมง ตับประมาณ 8–12 ชั่วโมง ส่วนไตแม้จะเก็บรักษาได้นานกว่า แต่ก็ยังต้องได้รับการปลูกถ่ายภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้การรักษาประสบความสำเร็จสูงสุด
นั่นหมายความว่า เมื่อมีผู้บริจาคเกิดขึ้น ระบบทั้งหมดต้องเริ่มทำงานทันที ตั้งแต่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ทีมประสานงาน โรงพยาบาลต้นทางและปลายทาง รถพยาบาล ทีมแพทย์ ไปจนถึงการขนส่งทางอากาศในกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายอวัยวะข้ามจังหวัด ทุกขั้นตอนต้องเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ เพราะความล่าช้าเพียงไม่กี่นาที อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญของผู้ป่วยหนึ่งคน
หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนความสำคัญของเวลาได้อย่างชัดเจน คือเรื่องราวจากบทสัมภาษณ์ของ กัปตันนายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม ในรายการ คนสู้โรค ทาง Thai PBS ซึ่งถ่ายทอดเส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดาของแพทย์ผู้ควบตำแหน่งนักบินเครื่องพยาบาล

บทบาทของคุณหมอไม่ได้เกิดขึ้นจากความหลงใหลในการบินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะนำศาสตร์สองแขนงมาผสานกัน เพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเวลากับชีวิต เครื่องบินที่คุณหมอบังคับจึงไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยที่กำลังรอคอยอวัยวะอย่างเร่งด่วน และเป็นภาพแทนของบุคลากรด่านหลังที่กำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อพาความหวังไปต่อชีวิตให้กับผู้ป่วย
ในมุมนี้ เรื่องราวของกัปตันนายแพทย์กรพรหม จึงไม่ใช่เพียงแรงบันดาลใจส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า การปลูกถ่ายอวัยวะที่สำเร็จหนึ่งครั้ง ต้องอาศัยทั้งความพร้อมของระบบสาธารณสุข เทคโนโลยี บุคลากร และการประสานงานที่แม่นยำในทุกนาที

อวัยวะจากผู้บริจาคหนึ่งรายสามารถช่วยผู้ป่วยได้ถึง 5–6 คน ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ปอด ตับ ไต หรือกระจกตา และผู้รับการปลูกถ่ายจำนวนมากสามารถกลับไปใช้ชีวิต ทำงาน และอยู่กับครอบครัวได้อีกนานนับสิบปี
แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเป็นผู้บริจาคอวัยวะได้ทันที การมีส่วนร่วมจึงไม่จำเป็นต้องมีเพียงรูปแบบเดียว นอกจากการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ และการพูดคุยกับครอบครัวให้รับรู้เจตนารมณ์แล้ว ประชาชนยังสามารถสนับสนุนหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ และพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาล ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นโครงสร้างเบื้องหลังที่ทำให้การส่งต่อชีวิตเกิดขึ้นได้จริง
ภายใต้แนวคิดนี้ KTC เปิดโอกาสให้สมาชิกบัตรเครดิตร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสภากาชาดไทย โดยใช้คะแนน KTC FOREVER ทุก 1,000 คะแนน แทนเงินบริจาค 100 บาท หรือเลือกบริจาคผ่านบัตรเครดิตตามความสมัครใจ เพื่อนำไปสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การดูแลรักษาผู้ป่วย และการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาล
ในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการเปลี่ยน “คะแนนสะสม” ซึ่งเดิมถูกใช้เพื่อแลกสินค้าและสิทธิประโยชน์ ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมที่เข้าถึงได้ง่าย โดยสมาชิกไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเงินบริจาคจำนวนมาก แต่สามารถนำสิ่งที่มีอยู่แล้วในระบบมาเปลี่ยนเป็นแรงสนับสนุนให้ภาคสาธารณสุขได้ทันที
ท้ายที่สุด การช่วยชีวิตหนึ่งชีวิตอาจไม่ได้เริ่มต้นในห้องผ่าตัด แต่อาจเริ่มจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ของใครบางคนในวันนี้ เพราะการส่งต่ออวัยวะไม่ใช่ภารกิจของผู้ให้ ผู้รับ หรือบุคลากรทางการแพทย์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจของทั้งสังคม ที่ต้องช่วยกันทำให้ “ความหวัง” เดินทางไปถึงปลายทางได้ทันเวลา





