
ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยกำลังขยับจากการแข่งขันด้วยจำนวนสาขาและโปรโมชัน ไปสู่การสร้าง “ประสบการณ์เฉพาะตัว” ที่ผสานคุณภาพวัตถุดิบ ความสดใหม่ และความคุ้มค่าไว้ในมื้อเดียว โดยเฉพาะกลุ่มซูชิสายพานที่เริ่มยกระดับจากร้านอาหารแบบรับประทานง่าย สู่ตลาดพรีเมียมที่ผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อคุณภาพใกล้เคียงร้านโอมากาเสะ

ล่าสุด บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เตรียมเปิด “Kaiten Sushi Ginza Onodera” สาขาแรกในประเทศไทย วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 บริเวณชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้ความร่วมมือกับ ONODERA GROUP ประเทศญี่ปุ่น โดยสาขานี้ถือเป็นแฟลกชิพสโตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย และสามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดประมาณ 30,000 คนต่อเดือน

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของร้านอยู่ที่คุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียม ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์ซูชิสายพานให้ใกล้เคียงร้านโอมากาเสะ แต่ยังอยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ รับประทานได้บ่อย และเปิดโอกาสให้ลูกค้าควบคุมทิศทางหรือกำหนดงบประมาณของมื้ออาหารได้ด้วยตัวเอง สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของ MAGURO GROUP ในตลาดอาหารญี่ปุ่นระดับ Premium Mass ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี
การนำแบรนด์ดังกล่าวเข้ามาไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มร้านอาหารใหม่ในพอร์ต แต่สะท้อนกลยุทธ์ของ MAGURO ที่ต้องการขยายฐานจากร้านอาหารญี่ปุ่นระดับ Premium Mass ไปสู่เซ็กเมนต์ “Premium Kaiten Sushi” ซึ่งยังมีพื้นที่ให้เติบโต โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพอาหารแบบโอมากาเสะ มาผสานกับรูปแบบซูชิสายพานที่ลูกค้าควบคุมงบประมาณและเลือกเมนูได้อย่างอิสระ
หัวใจของโมเดลคือแนวคิด “ปั้นสดทุกคำ” ลูกค้าสั่งอาหารผ่านหน้าจอ Touch Screen ก่อนส่งออร์เดอร์ตรงถึงเชฟเพื่อปั้นซูชิใหม่คำต่อคำ แตกต่างจากซูชิสายพานทั่วไปที่อาจเตรียมอาหารรอไว้ล่วงหน้า ช่วยรักษาความสด รสชาติ และเนื้อสัมผัสของวัตถุดิบในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

ขณะเดียวกัน ร้านวางโครงสร้างราคาให้เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้าง เริ่มต้นเพียง 40 บาท พร้อมเมนูพรีเมียมส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 100–300 บาท ส่วนเมนูปลาทูน่าซึ่งคัดสรรโดย Yamayuki มีทั้ง Akami ราคา 139 บาท Chutoro 159 บาท และ Otoro 179 บาท เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสวัตถุดิบระดับพรีเมียมโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายในระดับร้านโอมากาเสะเต็มรูปแบบ
อีกหนึ่งจุดขายสำคัญคือคุณภาพวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ตั้งแต่ Uni หลายสายพันธุ์ หอยนำเข้าในสภาพมีชีวิต ไปจนถึงปลาพรีเมียมและปลาหายากตามฤดูกาล พร้อมใช้เทคนิคซูชิแบบเอโดะมาเอะ และ “อากะชาริ” หรือข้าวซูชิสีแดงที่ปรุงด้วยน้ำส้มสายชูแดง ซึ่งมักพบในร้านโอมากาเสะระดับสูง
ชื่อของ ONODERA GROUP ยังมีจุดแข็งด้านปลาทูน่าคุณภาพสูง โดยได้รับสิทธิ์ประมูลปลาทูน่าอันดับ 1 จากตลาดปลาโทโยสุหลายปีติดต่อกัน และในปี 2024 เคยชนะการประมูลปลาทูน่าครีบน้ำเงินด้วยมูลค่า 114.24 ล้านเยน ตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านการคัดสรรวัตถุดิบระดับโลก
ในเชิงธุรกิจ การเปิดสาขาที่เซ็นทรัลเวิลด์จึงทำหน้าที่เป็นทั้งหน้าร้านและพื้นที่ทดสอบตลาด เพื่อวัดกำลังซื้อ ความถี่ในการกลับมาใช้บริการ และการตอบรับต่อโมเดลซูชิสายพานระดับพรีเมียม ก่อนนำข้อมูลไปต่อยอดการขยายสาขาในอนาคต

MAGURO วางแผนเปิดสาขาที่ 2 และ 3 ของ Kaiten Sushi Ginza Onodera ภายในปี 2570 สะท้อนความมั่นใจว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยยังเติบโตได้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “พรีเมียมขึ้น” แต่ยังคงรับประทานได้บ่อยและควบคุมค่าใช้จ่ายได้
เกมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำซูชิสายพานจากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดในไทย แต่คือการเดิมพันว่าอนาคตของตลาดร้านอาหารพรีเมียม อาจไม่ได้อยู่ที่การขายมื้อราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ประสบการณ์ระดับสูงเข้าถึงง่าย จ่ายได้บ่อย และขยายเป็นธุรกิจในวงกว้างได้จริง





