
โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกำลังทำให้องค์กรต้องการบุคลากรมากกว่าคนที่มีความรู้ในห้องเรียน แต่ต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่สามารถคิดวิเคราะห์ ทำงานร่วมกับผู้คนต่างสาขา ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหา และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริง
เอสซีจีจึงเดินหน้าขยายแนวคิด “องค์กรแห่งโอกาส” หรือ Organization of Possibilities ผ่านโครงการ Possibilities Space for Young Talent Program 2026 เปิดพื้นที่ให้นิสิตและนักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง พร้อมทำงานร่วมกับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์ที่ปรึกษา ก่อนนำเสนอแนวคิดต่อคณะกรรมการในรูปแบบ Business Pitching
โครงการปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเอสซีจีร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายการรับสมัครจากนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปสู่นักศึกษาฝึกงานในโครงการ Excellent Internship Program หรือ EIP และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศผ่าน Open Application ซึ่งมีผู้สมัครหลายร้อยคน และผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ 30 คน

โจทย์สำคัญของโครงการในปี 2569 คือการวางกลยุทธ์พัฒนาธุรกิจกับประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของเอสซีจี ทั้งในด้านนวัตกรรม การลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และการลงทุน แต่จีนยังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความก้าวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผู้เข้าร่วมต้องเลือกวิเคราะห์และพัฒนากลยุทธ์จาก 4 โจทย์ ได้แก่ ตลาดแร่ในจีน การเข้าสู่และขยายตลาดจีน การขยายธุรกิจจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการใช้จีนเป็นฐานจัดหาสินค้าคุณภาพสูง
ตลอดหลักสูตรเข้มข้น 7 สัปดาห์ นักศึกษาได้เรียนรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาดและลูกค้า การออกแบบโมเดลธุรกิจ การประเมินต้นทุนและความเป็นไปได้ ไปจนถึงการนำเสนอแผนต่อคณะกรรมการ

ปีนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 98 คน แบ่งออกเป็น 12 ทีม โดยแต่ละทีมประกอบด้วยนักศึกษาจากหลากหลายสาขา ทั้งวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ บัญชี ศิลปศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เพื่อจำลองการทำงานจริงที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามศาสตร์
จากทั้งหมด มี 4 ทีมที่ได้รับรางวัลจากแนวคิดซึ่งโดดเด่นทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และศักยภาพในการต่อยอดสู่การใช้งานจริง

ทีม 9 หรือ Q2P ผู้ชนะโจทย์ Minerals China Market มองเห็นโอกาสเพิ่มมูลค่าหินปูนจากเหมืองของเอสซีจี จากเดิมที่จำหน่ายเป็นวัตถุดิบมูลค่าหลักร้อยบาทต่อตัน สู่การแปรรูปเป็นผงแคลเซียมคาร์บอเนตคุณภาพสูงที่มีมูลค่าหลักพันบาทต่อตัน
แนวคิดนี้ตอบรับกับการขยายฐานการผลิตของโรงงานพื้น SPC จากจีนมายังประเทศไทย โดยทีมเสนอให้เอสซีจีขยับบทบาทจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ไปสู่การเป็นพันธมิตรด้านโซลูชันที่สามารถผลิตผงแร่ตามคุณสมบัติที่ลูกค้าต้องการ
นอกจากนี้ ยังเสนอการจำหน่ายผงแร่ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ PVC ของเอสซีจีในรูปแบบแพ็กเกจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายบทบาทของบริษัทให้ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น

ทีม 3 ผู้ชนะโจทย์ China Market Entry & Expansion Strategy นำเสนอแนวคิดผลักดัน SCGC GREEN POLYMER™ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ในประเทศจีน
ทีมมองว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนในจีนจำนวนมากยังเผชิญความท้าทายในการจัดหาวัตถุดิบรีไซเคิลที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล จึงเสนอให้ SCGC วางตำแหน่งเป็น Certified Upstream Enabler หรือพันธมิตรต้นน้ำที่จัดหาวัสดุรีไซเคิลและวัสดุวิศวกรรมซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน
โมเดลธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขายเม็ดพลาสติก แต่รวมบริการด้านการรับรองมาตรฐาน เพื่อช่วยลดขั้นตอน เวลา และความเสี่ยงให้กับลูกค้า พร้อมสร้างความแตกต่างจากการแข่งขันในตลาดวัตถุดิบทั่วไป
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบาย Inclusive Green Growth ของเอสซีจี ที่มุ่งสร้างธุรกิจสีเขียวควบคู่กับผลตอบแทนทางธุรกิจ

ทีม 10 หรือ ชีวาชีวาย ผู้ชนะโจทย์ China Globalization in Southeast Asia เสนอแนวทางสร้างธุรกิจใหม่จากการเติบโตของตลาดอาคารสีเขียวและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
ทีมเสนอให้นำ Nano Silica Aerogel ซึ่งเป็นวัสดุฉนวนประสิทธิภาพสูงที่ช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาต่อยอดร่วมกับผลิตภัณฑ์และธุรกิจของเอสซีจี
ขณะเดียวกัน ยังเสนอการพัฒนา AI Carbon Platform เพื่อช่วยองค์กรจัดเก็บ บริหารจัดการ และรับรองข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
โมเดลดังกล่าวให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในจีน เพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ นวัตกรรม และเครือข่ายธุรกิจได้เร็วขึ้น ก่อนนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการในประเทศไทยและภูมิภาค
ทีมยังนำ AI มาใช้ค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ต้นทุน และประเมินความเป็นไปได้ของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคนรุ่นใหม่ได้ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีสำหรับสร้างเนื้อหาเท่านั้น

ทีม 8 หรือ มาเก๊า 888 ผู้ชนะโจทย์ China as a High-Quality Sourcing Hub และรางวัล Best Pitching Award มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในตลาดวัสดุก่อสร้างของนิวซีแลนด์ ซึ่งกำลังเปิดรับผู้เล่นและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมากขึ้น
ทีมเสนอโมเดล Asset-light โดยใช้จุดแข็งของเอสซีจีในการคัดเลือกผู้ผลิตสินค้าคุณภาพจากจีน ภายใต้มาตรฐานของเอสซีจี ก่อนส่งออกเข้าสู่ตลาดนิวซีแลนด์
แนวทางนี้ผสานความสามารถด้านการจัดหาสินค้า โลจิสติกส์ การสร้างแบรนด์ และเครือข่ายจัดจำหน่าย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับตลาด ลดการพึ่งพาผู้เล่นเดิม และรองรับความต้องการวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์อาคารสีเขียว
คณะกรรมการมองว่าแนวคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ วิเคราะห์ตลาดอย่างเป็นระบบ และสามารถต่อยอดโดยไม่ต้องลงทุนสร้างฐานการผลิตใหม่ในช่วงเริ่มต้น

เบื้องหลังแนวคิดของทั้ง 4 ทีม สะท้อนเป้าหมายสำคัญของโครงการที่ไม่ได้มุ่งเพียงค้นหาผู้ชนะ แต่ต้องการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองคิด ลงมือทำ รับฟังความคิดเห็น และเรียนรู้จากความผิดพลาด
ภายใต้แนวคิดองค์กรแห่งโอกาส ผู้เข้าร่วมจะได้รับประสบการณ์สำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง การทำงานร่วมกับคนต่างศาสตร์ การรับคำแนะนำจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ การแสดงศักยภาพผ่านการลงมือทำ โอกาสต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ และการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ทั้ง AI, Business Thinking, ESG และการทำงานในบริบทระดับนานาชาติ
นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสะท้อนว่า ประสบการณ์ครั้งนี้ช่วยให้เข้าใจโลกธุรกิจมากขึ้น มองเห็นเส้นทางอาชีพของตนเอง และได้เรียนรู้การทำงานกับเพื่อนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน
ขณะเดียวกัน ยังทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นเอสซีจีในมิติใหม่ จากองค์กรขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน สู่การเป็นองค์กรที่เปิดกว้างและพร้อมให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทดลอง แสดงศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการออกแบบธุรกิจแห่งอนาคต
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า คุณค่าที่สำคัญที่สุดของโครงการไม่ใช่รางวัล แต่เป็นบทเรียนที่เกิดจากการลงมือทำจริง การกล้าคิด กล้าลอง และเรียนรู้จากความผิดพลาด
Possibilities Space for Young Talent Program 2026 จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการศึกษากับโลกธุรกิจ ช่วยให้คนรุ่นใหม่ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเตรียมพร้อมสู่การเป็น Future Workforce ที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กร สังคม และประเทศได้ในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง โครงการนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์การบริหารคนของเอสซีจีที่เริ่มพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ก่อนเข้ามาเป็นพนักงาน เพราะท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจ เทคโนโลยี และความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น องค์กรอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องสินค้า เงินลงทุน หรือขนาดของตลาดเท่านั้น
แต่กำลังแข่งขันกันว่า ใครจะสามารถเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ เติบโต และเปลี่ยน “ความเป็นไปได้” ให้กลายเป็นธุรกิจจริงได้เร็วกว่ากัน





