
โจทย์ของการเคหะแห่งชาติไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างที่อยู่อาศัยให้ประชาชน แต่กำลังขยายไปสู่การพัฒนาเมือง การรองรับสังคมสูงวัย การนำทรัพย์สินที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพกลับมาสร้างรายได้ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
ล่าสุด การเคหะแห่งชาติเร่งขับเคลื่อนหลายโครงการสำคัญพร้อมกัน ตั้งแต่ “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” ซึ่งวางแผนพัฒนากว่า 44,000 หน่วย โครงการ Senior Complex จังหวัดชลบุรี การฟื้นฟูเมืองในดินแดง ทุ่งสองห้อง รามอินทรา และห้วยขวาง ไปจนถึงการนำ Land Bank และที่ดินกลุ่ม Sunk Cost มาต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพย์สินและสร้างรายได้กลับสู่องค์กร

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา การเคหะแห่งชาติได้เร่งขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งให้ความสำคัญกับ 8 นโยบายหลัก ภายใต้แนวคิด “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน”
เป้าหมายสำคัญคือสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

หนึ่งในโครงการเรือธงคือ โครงการบ้านเคหะเพื่อคนไทย ซึ่งมุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในทำเลที่เหมาะสม และอยู่ในระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้
โครงการจะพัฒนาภายใต้แนวคิด Universal Design รองรับการใช้งานของคนทุกช่วงวัย โดยแบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 5 ระยะ ครอบคลุมมากกว่า 44,000 หน่วย และเตรียมทยอยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงปี 2570–2575
ระยะที่ 1 มีจำนวน 5 โครงการ รวม 4,102 หน่วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างทบทวนแผน และคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนมีนาคม 2570
ระยะที่ 2 จำนวน 4 โครงการ รวม 2,155 หน่วย อยู่ระหว่างสำรวจความต้องการ รวมถึงทบทวนรายละเอียดโครงการและแผนการเงิน คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนเมษายน 2570
ส่วนระยะที่ 3 จำนวน 45 โครงการ รวม 10,906 หน่วย ตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2570 ขณะที่ระยะที่ 4 มีจำนวน 21,861 หน่วย และระยะที่ 5 อีก 5,279 หน่วย

อีกโครงการที่ถูกวางไว้เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย คือ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือ Senior Complex จังหวัดชลบุรี นำร่องในพื้นที่อำเภอบางละมุง จำนวน 1,696 หน่วย
โครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด “เมืองสร้างสุข” และออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานได้ทุกช่วงวัย
ภายในโครงการจะมีทั้งพื้นที่สำหรับกิจกรรมแบบ Active Activity เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และ Passive Activity สำหรับการพักผ่อนและการใช้ชีวิต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับผู้สูงอายุในวัยเกษียณ
รูปแบบการดำเนินงานจะใช้แนวทาง Design & Build + Invest ภายใต้การเช่าที่ราชพัสดุระยะยาว 30 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุได้อีก 30 ปี โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการบริหารโครงการในระยะยาว

ในด้านการพัฒนาเมือง การเคหะแห่งชาติยังเดินหน้าโครงการฟื้นฟูเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับพื้นที่ชุมชนเดิมให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น
สำหรับ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยเดิม มีความคืบหน้าในหลายส่วน
อาคารพักอาศัยแปลง A หรืออาคาร A1 เป็นอาคารสูง 32 ชั้น จำนวน 635 หน่วย อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2569
อาคารพักอาศัยแปลง D1 หรืออาคาร D2 สูง 35 ชั้น จำนวน 612 หน่วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2570
ขณะที่อาคารพักอาศัยแปลง C หรืออาคาร C1 สูง 34 ชั้น จำนวน 816 หน่วย อยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาผู้รับจ้าง และคาดว่าจะสามารถเริ่มพัฒนาได้ภายในปี 2569
นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยใหม่ในระยะต่อไปอีก 13,746 หน่วย โดยอยู่ระหว่างการศึกษาปรับปรุงแผนแม่บทโครงการ และคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในปี 2570 ก่อนศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในรูปแบบ PPP ต่อไป
ส่วน โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนทุ่งสองห้อง ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความพร้อมสูง และกำลังเร่งผลักดันให้สามารถเริ่มก่อสร้างและรองรับผู้อยู่อาศัยได้โดยเร็ว
ขณะที่โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนรามอินทราและห้วยขวาง อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายละเอียดโครงการ เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาต่อไป

อีกโจทย์สำคัญคือการนำทรัพย์สินและที่ดินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพกลับมาสร้างมูลค่า โดยการเคหะแห่งชาติมีแผนพัฒนาที่ดินในกลุ่ม Land Bank และ Sunk Cost ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน
พื้นที่ที่อยู่ระหว่างพิจารณามีทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีศักยภาพสำหรับพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar Farm รวมถึงกิจกรรมด้านการเกษตร
พื้นที่ บางพลีคอมเพล็กซ์ มีแนวทางพัฒนาเป็นโครงการเชิงพาณิชย์และที่อยู่อาศัย ส่วนพื้นที่ร่มเกล้าและประชานิเวศน์มีศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างรายได้ในอนาคต
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการปรับบทบาทจากการถือครองที่ดินเพื่อรอการพัฒนา ไปสู่การบริหารพอร์ตทรัพย์สินเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้ที่ดินของรัฐสามารถสร้างทั้งประโยชน์ทางสังคมและผลตอบแทนกลับสู่องค์กร
ควบคู่กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยและบริหารทรัพย์สิน การเคหะแห่งชาติยังเร่งขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนทิศทางการลดการใช้พลังงานฟอสซิลและการพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ปัจจุบันได้ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. ดำเนินโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop รวมถึงสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ EV Charging Station ภายในพื้นที่สำนักงานใหญ่ของการเคหะแห่งชาติ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2570
พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างคัดเลือกพื้นที่เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวม 79 พื้นที่ทั่วประเทศ และมีแผนทยอยเปลี่ยนรถยนต์ราชการที่ครบกำหนดสัญญาเช่าในปี 2569 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวด้านการบริหารคือ การเคหะแห่งชาติอยู่ระหว่างสรรหาคณะกรรมการชุดใหม่ โดยคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ และจัดประชุมนัดแรกภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารองค์กรดำเนินต่อเนื่อง
นายทวีพงษ์ ระบุว่า ทิศทางของการเคหะแห่งชาติหลังจากนี้จะยังมุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมประชาชนในทุกระดับ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ทันสมัย และเหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย
ขณะเดียวกันจะเร่งบริหารทรัพย์สินและที่ดินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างแหล่งรายได้กลับมาสนับสนุนภารกิจด้านสังคม ควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เป้าหมายปลายทางจึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างสมดุลระหว่าง “ภารกิจเพื่อสังคม” กับ “ความมั่นคงทางการเงินขององค์กร” เพื่อให้การเคหะแห่งชาติสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกด้านที่อยู่อาศัยของประเทศได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว





