SCB WEALTH ผนึก กลุ่ม SCBX พันธมิตรระดับโลก เปลี่ยนความผันผวนเป็นโอกาสมุ่งสู่ความมั่งคั่ง
10 Aug 2026

 

SCB WEALTH ร่วมกับ SCBAM, InnovestX และพันธมิตรการลงทุนระดับโลก จัดสัมมนา “SCB WEALTH INVESTMENT OUTLOOK : THE NEW MARKET REGIME:Turning Uncertainty into Opportunity” พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ One Smart Wealth ยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ผ่าน VAULT Framework ที่ครอบคลุมการบริหารทรัพย์สิน 5 มิติ และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับเป้าหมายชีวิตของลูกค้า โดย BlackRock แนะยกระดับ Core Portfolio ด้วยการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเสริม Liquid Alternatives แทนพอร์ตแบบดั้งเดิม 60:40 ที่อาจกระจายความเสี่ยงได้ลดลงในตลาดยุคใหม่

 

พร้อมชู 3 ธีมหลัก ได้แก่ AI Scarcity, Beyond Labels และ Durable Income ด้าน SCB CIO มอง AI ยังคงเป็น Mega Force สำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวและการปรับฐาน จึงแนะนำกระจายการลงทุนจากธุรกิจ AI ต้นน้ำสู่กลุ่มกลางน้ำและปลายน้ำ ขณะที่ InnovestX ประเมินหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่อยู่ในภาวะฟองสบู่และมีแนวโน้มขาขึ้นต่ออย่างน้อย 1 ปี จากแรงหนุนของ AI และการลงทุนใน Data Center แต่ด้วยมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนควร เน้นลงทุนแบบ Selective และอาจพิจารณา Structured Notes ที่เชื่อมโยงกับธีม AI ส่วน SCBAM แนะเพิ่ม Hedge Fund เป็นส่วนเสริมของพอร์ต เพื่อกระจายแหล่งผลตอบแทนและลดความผันผวน โดยเหมาะสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจผลิตภัณฑ์ สามารถรับความเสี่ยงสูง และลงทุนระยะยาวได้

 

นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH ได้จัดสัมมนา SCB WEALTH MARKET OUTLOOK ภายใต้หัวข้อTHE NEW MARKET REGIME : Turning Uncertainty into Opportunity ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความท้าทายรูปแบบใหม่ในตลาดการเงิน ทั้งนี้ SCB WEALTH ได้ตระหนักและยึดมั่นมาโดยตลอดคือบทบาทการเป็นเพื่อนคู่คิดทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมดูแล ปกป้อง และส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมนำเสนอแนวทางบริหารพอร์ตที่สอดคล้องกับภาวะตลาดยุคใหม่เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวน ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตของความมั่งคั่งในระยะยาว

 

นอกจากนี้ SCB WEALTH เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “ One Smart Wealth ” เพื่อยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม โดยผสานศักยภาพกับบริษัทในกลุ่มSCBX และพันธมิตรด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย โดย One Smart Wealth จะเชื่อมต่อศักยภาพจากทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่กลุ่มลูกค้า SCB PRIVATE , SCB FIRST และ SCB PRIME ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านเงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกันภัย การวางแผนทรัพย์สิน การวางแผนภาษี และการส่งต่อมรดก พร้อมผสานความเชี่ยวชาญจาก SCB CIO , SCB EIC , Investment Consultant และ Family Office รวมถึงบริษัทในกลุ่ม SCBX และพันธมิตรระดับโลก

 

 

ขณะเดียวกัน SCB WEALTH ได้นำ VAULT Framework มาเป็นการวางแผนการบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยแบ่งความต้องการทางการเงินออกเป็น 5 มิติสำคัญได้แก่ 1) Value Income สร้างรายได้มุ่งจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ รองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 2) Accumulation สร้างการเติบโต เน้นการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่งคั่ง 3) Umbrella สร้างความคุ้มครอง ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง 4) Liquidity สร้างสภาพคล่อง จัดเตรียมทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้ได้ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน และ 5) Tactical สร้างโอกาสระยะสั้น จัดสรรเงินบางส่วนเพื่อคว้าโอกาสจากภาวะตลาด และมุมมองการลงทุนของ SCB CIO ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวช่วยยกระดับการจัดพอร์ตจากการมุ่งสร้างผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาท Your Trusted Wealth Banking Partner ที่พร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกเส้นทางสู่ความสำเร็จ เพราะเราเชื่อว่า Your Success. Our Success.”

 

นายศรชัย สุเนต์ตา CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ Endgame 2026: Navigating the Market Turning Point ว่า ภาพการลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลเป็นวงกว้างต่อทิศทางราคาสินทรัพย์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งนี้ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำอย่างกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นโดดเด่น เนื่องจากโครงสร้างตลาดมีน้ำหนักของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่ในระดับสูง ในทางกลับกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าแม้มีหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลต่อรายจ่ายลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการสร้างรายได้และผลตอบแทนให้คุ้มค่ากับเงินลงทุนในอนาคต

 

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในครึ่งหลังปี 2569 AI ยังคงเป็น “Mega Force” ที่มีศักยภาพสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น AI ต้นน้ำปรับขึ้นมามากและสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปแล้วบางส่วน จึงมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานหากผลประกอบการหรือการเติบโตต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นหรือดัชนีที่มีน้ำหนัก AI ต้นน้ำอยู่ในระดับสูง SCB WEALTH จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจ AI กลางน้ำและปลายน้ำที่มีศักยภาพเติบโต แต่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นล่าช้ากว่ากลุ่มต้นน้ำ เพื่อรับโอกาสจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมลดการพึ่งพาผลตอบแทนจากหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้วเพียงกลุ่มเดียว นอกจากนี้ นักลงทุนควรเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสรายได้ให้แก่พอร์ต เช่น กองทุนที่ลงทุนใน SET REITs หุ้นไทยปันผลสูง ตราสารหนี้ต่างประเทศ และหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ Structured Notes

 

Mr. Navin Saigal, Managing Director, is Head of Global Fixed Income, Asia Pacific, BlackRock กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนควรจับตา 3 ธีมสำคัญ ซึ่งมีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจและการจัดพอร์ตลงทุน ได้แก่ 1) AI Scarcity แม้ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหลักทรัพย์และบริหารความเสี่ยงจากการกระจุกตัวอย่างรอบคอบ 2) Beyond Labels นักลงทุนควรก้าวข้ามการแบ่งประเภทสินทรัพย์ตามกรอบแบบเดิม เนื่องจากสินทรัพย์ที่อยู่คนละประเภทอาจมีปัจจัยเสี่ยงหรือแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ส่งผลให้ราคาและผลตอบแทนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ การกระจายการลงทุนจึงควรวิเคราะห์ให้ลึกถึงปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยงเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละราย และ 3) Durable Income การสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและยั่งยืนควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความผันผวน นักลงทุนอาจเพิ่มสินทรัพย์ต่างประเทศเพื่อเสริมความหลากหลาย พร้อมกระจายการลงทุนในตราสารหนี้จากตลาดพัฒนาแล้ว ไปยังตราสารหนี้เอเชียที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับต่ำกว่า

 

นอกจากนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาเพิ่มโอกาสลงทุนที่เข้าถึงได้ยากในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Markets) เพื่อเปิดรับแหล่งผลตอบแทนและรายได้ที่แตกต่างจากสินทรัพย์ในตลาด โดยมูลค่าตลาดหุ้นนอกตลาดทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้นอกตลาดมีมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา Offshore Investment Team Lead บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวในหัวข้อ “Bound the Risk, Lock the Return” ว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในแต่ละวัฏจักรที่ผ่านมา มักสอดคล้องกับการเกิดเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานใหม่ โดยรอบขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดเกิดขึ้นในช่วงดอทคอม ตามมาด้วยยุคการเติบโตของสมาร์ตโฟนที่มีรอบวัฏจักรขาขึ้นของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ยาวถึง 4 ปี ขณะที่วัฏจักรปัจจุบันปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้วประมาณ 33 เดือน ซึ่งอยู่บริเวณกึ่งกลางของระยะเวลาเฉลี่ยในรอบขาขึ้นของหุ้นกลุ่มนี้ จึงประเมินว่าแนวโน้มเชิงบวกอาจดำเนินต่อไปได้อีกอย่างน้อย 1 ปี หรือยาวนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ AI สำหรับข้อกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ InnovestX ประเมินว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว โดยผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มสามารถเติบโตได้ตามที่คาดหรือดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2566

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างสูง โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ประมาณ 25–30 เท่า สะท้อนว่าราคาไม่ถูก แต่ยังไม่แพงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับเนื่องจากธีม AI ได้ยกระดับจากวาระของแต่ละประเทศไปสู่การเป็นวาระสำคัญของโลก ขณะที่การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงส่งผลเชิงบวกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยรายได้และอัตรากำไรยังเติบโตได้ดีกว่าคาด แม้บริษัทต่าง ๆ ต้องใช้รายจ่ายลงทุน หรือ Capex ในระดับสูง

 

ทั้งนี้ วัฏจักรขาขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้ผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นและกำลังเข้าสู่ช่วงกลางถึงปลายรอบ ทำให้ความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวหรือปัจจัยใหม่เข้ามากระทบ อาจนำไปสู่การปรับฐานจากระดับความคาดหวังของตลาดที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังและเน้นการลงทุนแบบคัดเลือก (Selective) โดยพิจารณาทั้งความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพการเติบโตของผลประกอบการ และระดับมูลค่าหุ้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์ Structured Notes ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเชื่อมโยงกับธีม AI

 

นายชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM, Head of Investment Consultant ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต แม้แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายและความผันผวน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว นักลงทุนควรประเมินอย่างรอบด้านว่า โอกาสสร้างผลตอบแทนมีความคุ้มค่ากับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมของจังหวะเข้าลงทุน

 

ทั้งนี้ นักลงทุนที่ต้องการแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากหุ้นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีความกังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น อาจพิจารณาทางเลือกการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีโครงสร้างผลตอบแทนสอดคล้องกับมุมมองตลาด หนึ่งในทางเลือกดังกล่าวคือ หุ้นกู้อนุพันธ์แฝงประเภท Fixed Coupon Note ที่มีเงื่อนไข Knock-In, Knock-Out หรือ KIKO Features โดย InnovestX ซึ่งมีอายุตราสารสูงสุด 6 เดือน และมีโอกาสให้ผลตอบแทนในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ เนื่องจากโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ที่อ้างอิง ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ที่รับความเสี่ยงได้สูง มีความรู้ความเข้าใจในตราสารซับซ้อน และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้บริษัทในกลุ่ม SCBX ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนำเสนอ Feature ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการเงินการลงทุน (Relationship Manager : RM)

 

Mr. Zach Bevevino, CFA, Managing Director and Multi-Asset Strategies & Solutions (MASS) Strategist at BlackRock กล่าวในหัวข้อ “Elevating Your Core Allocation” ว่า การกระจายการลงทุนยังเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารพอร์ต เนื่องจากไม่มีสินทรัพย์ใดสร้างผลตอบแทนโดดเด่นได้ต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรปรับพอร์ตให้เหมาะกับตลาดยุคใหม่ที่เผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การกระจุกตัวของหุ้นธีม AI และการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้นของหุ้นและตราสารหนี้ ส่งผลให้พอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีหุ้นและตราสารหนี้ ในสัดส่วน 60:40 อาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่ดีเท่าในอดีต

 

ทั้งนี้ BlackRock มีมุมมองให้ยกระดับ Core Portfolio ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ครอบคลุมประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเพิ่มสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้ต่ำ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยกองทุน SCBGMCORE(A) (ความเสี่ยงระดับ 5) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ผสมผสานสินทรัพย์และกลยุทธ์ดังกล่าวภายใต้การบริหารของผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ นักลงทุนควรลงทุนอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงการจับจังหวะเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง เพราะอาจพลาดช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนโดดเด่น การอยู่ในตลาดเป็นเวลานานขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น และเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายระยะยาว

 

นางสาวนิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนไม่ควรรอให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างชัดเจนก่อนกลับเข้าลงทุน เพราะในหลายกรณีตลาดมักฟื้นตัวก่อนที่ความไม่แน่นอนจะสิ้นสุด ส่งผลให้ผู้ที่รออาจต้องลงทุนในราคาที่สูงขึ้นและพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว

 

SCB CIO จึงแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับ Stay Invested ซึ่งไม่ได้หมายถึงการถือหุ้นตลอดเวลาหรือไม่ปรับพอร์ต แต่คือการมี Core Portfolio ที่แข็งแรงและสามารถปรับตัวได้ เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนการตัดสินใจทุกครั้งที่สภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวคิด Core + Opportunistic คือมี Core Portfolio เป็นรากฐานของพอร์ต ก่อนต่อยอดด้วยการลงทุนเชิงโอกาส (Opportunistic Investments) ตามภาวะตลาดและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ Core Portfolio ทำหน้าที่ทั้งสร้างการเติบโต กระจายความเสี่ยง และบริหารความผันผวน เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว หนึ่งในทางเลือกสำหรับการลงทุนระยะยาวคือกองทุน SCBGMCORE(A) (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งพัฒนาจากความร่วมมือระหว่าง SCB WEALTH และ BlackRock เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการบริหารพอร์ต Global Multi-Asset ระดับโลก

 

กองทุนประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Diversified Core ETFs เพื่อกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก Liquid Alternatives ที่มุ่งสร้าง Absolute Return ผ่านกลยุทธ์ Global Macro และ Volatility Control เพื่อช่วยบริหารความผันผวนของพอร์ต โดยจุดเด่นที่ทำให้ SCBGMCORE แตกต่างจากกองทุน Multi-Asset ทั่วไป คือการนำ Liquid Alternatives มาเป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งที่มาของผลตอบแทน และยกระดับประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว หรือมีเป้าหมายใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในอนาคต เช่น การศึกษาต่อต่างประเทศ หรือการใช้จ่ายในต่างประเทศ สามารถพิจารณาลงทุนในกองทุน SCBUSDGMCORE (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนเช่นเดียวกับ SCBGMCORE(A) แต่ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและค่าใช้จ่ายในอนาคต

 

นางสาวนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ (SCBAM) กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดมีแนวโน้มเกิดบ่อยและเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กระแส AI ทำให้ผลตอบแทนและมูลค่าตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท เพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงได้ นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ของผลตอบแทนของหุ้นและตราสารหนี้เปลี่ยนจากระดับติดลบเป็นบวก สะท้อนว่าทั้งสองสินทรัพย์มีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น การจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีเพียงหุ้นและตราสารหนี้จึงอาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่เพียงพอ

 

SCBAM มองว่า Hedge Fund สามารถใช้เป็นส่วนเสริมของพอร์ต เนื่องจากมีกลยุทธ์ยืดหยุ่น เช่น Long-Short และ Leverage รวมทั้งแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยกองทุนของ Verition มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนต่อความเสี่ยงแต่ Hedge Fund มีข้อจำกัดทั้งด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง และความซับซ้อน จึงเหมาะกับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจ รับความเสี่ยงได้ในระดับสูงและลงทุนระยะยาวได้

 

[อ่าน 40]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Jelly Bunny ❤️ Hello Kitty เสิร์ฟความคิวต์ครั้งใหม่ กับคอลเลกชั่นพิเศษสไตล์สปอร์ตี้ชิค
เซ็นทรัลพัฒนา เผยผลประกอบการ Q 2/2569 แข็งแกร่ง ธุรกิจหลักทำนิวไฮต่อเนื่อง หนุนการเติบโตทุกธุรกิจ
MOSHI เปิดเกม Fandom ดึง “บิวกิ้น” พรีเซนเตอร์คนแรก ต่อยอดฐานแฟนสู่ลูกค้าใหม่ ดัน Store Traffic–ยอดขายทั้งออนไลน์และหน้าร้าน
วันแม่ปีนี้ เคทีซี ชวนลงทุนสร้างโอกาส ส่งต่อ “วิธีคิด” มรดกที่มีค่าที่สุดให้ลูก
กัลฟ์ ผนึกภาครัฐ ร่วมยกระดับความร่วมมือ ลดผลกระทบจากปัญหาหมอกควันข้ามแดน
"สติงค์ เอเนอร์จี้ดริ้งค์" ผสานพลังฟอร์มูล่าวัน ชูกลยุทธ์การตลาดเชิงประสบการณ์ เสริมแกร่งแบรนด์ในไทย
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved