
การแข่งขันในธุรกิจประกันชีวิตกำลังเข้าสู่โจทย์ใหม่ที่ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีผลิตภัณฑ์มากกว่า หรือสร้างยอดขายได้สูงกว่า แต่กำลังขยับไปสู่ความสามารถในการใช้ Data และ AI ทำความเข้าใจลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แม่นยำขึ้น ยกระดับบริการ และที่สำคัญคือทำให้ “คนในองค์กร” สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้จริง
สำหรับ บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โจทย์ดังกล่าวถูกวางไว้ภายใต้กลยุทธ์ “Grow together with AI” ซึ่งไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ต้องการทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตทั้งในมิติธุรกิจ ลูกค้า และบุคลากร
ทิศทางนี้เกิดขึ้นพร้อมกับผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 ที่เติบโตชัดเจน โดยมี เบี้ยประกันภัยรับรวม 4,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 3,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.5% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 194% และมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR อยู่ที่ 313%

นพพร บุญลาโภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตด้านรายได้ แต่เป็นผลจากทั้งการรักษาฐานลูกค้าเดิม การขยายฐานลูกค้าใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น
“ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จในครึ่งปีแรก มาจากการรักษาฐานลูกค้าเดิม และการขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด”
เมื่อธุรกิจสามารถสร้างการเติบโตได้ คำถามถัดไปจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มยอดขายอีกเท่าไร แต่คือ จะสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวอย่างไร
นพพรเชื่อว่า หนึ่งในคำตอบสำคัญอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาทำงานร่วมกับคน โดยเฉพาะ AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และพฤติกรรมผู้บริโภคในแทบทุกอุตสาหกรรม
ทิพยประกันชีวิตจึงวาง “Grow together with AI” บน 4 เสาหลัก ได้แก่ New Product Innovation, Service Excellence, AI-Driven Workspace และ Employee Engagement
ในมิติ New Product Innovation บริษัทนำ Big Data และ AI มาช่วยวิเคราะห์ Customer Insights เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค แล้วแปลงข้อมูลเหล่านั้นไปสู่ผลิตภัณฑ์และรูปแบบความคุ้มครองที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ส่วน Service Excellence มุ่งลดขั้นตอนและยกระดับความรวดเร็วในการให้บริการ ขณะที่ AI-Driven Workspace นำเครื่องมือ AI มาเสริมกระบวนการทำงาน ลดงานที่ซับซ้อนหรือซ้ำซ้อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานใช้เวลากับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิพยประกันชีวิตไม่ได้แยกเรื่อง “เทคโนโลยี” ออกจากเรื่อง “คน”
นพพรมองว่า หากองค์กรลงทุนใน AI แต่พนักงานไม่กล้าใช้ ใช้ไม่เป็น หรือรู้สึกว่าเทคโนโลยีกำลังเข้ามาคุกคามตำแหน่งงาน การลงทุนดังกล่าวก็อาจไม่สามารถสร้าง Transformation ได้เต็มศักยภาพ
“กลยุทธ์ Grow together with AI คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอัจฉริยะและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร”
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การทำให้งานเร็วขึ้น แต่ต้องทำให้คนสามารถนำเวลาที่ประหยัดได้ไปสร้างงานที่มีคุณค่ามากกว่าเดิม ทั้งงานเชิงกลยุทธ์ งานสร้างสรรค์ และการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า

อีกหนึ่งภาพสะท้อนวิธีคิดดังกล่าว คือการเลือกพัฒนา In-house AI ขึ้นใช้ภายในองค์กรในชื่อ “นุมาน AI”
แทนที่จะเริ่มต้นด้วยระบบสำเร็จรูปจากภายนอก ทิพยประกันชีวิตเลือกสร้างพื้นที่แบบ Sandbox เพื่อให้พนักงานทุกฝ่ายสามารถเข้ามาทดลองใช้งาน ตั้งแต่การเขียน Prompt การค้นข้อมูล การสรุปรายงาน ไปจนถึงการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อยอดกับงานของตัวเอง
แนวคิดสำคัญคือ Learn by Doing
พนักงานไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่สามารถเรียนรู้จากการใช้งานจริง และเห็นด้วยตัวเองว่า AI สามารถลดเวลาทำงานหรือช่วยให้งานที่ซับซ้อนง่ายขึ้นได้อย่างไร
“พอเขาเริ่มเห็นว่า AI ช่วยย่อเวลาทำงานได้จริง ทำงานที่ยากให้ง่ายขึ้น เก่งขึ้น จากความกลัวก็จะเปลี่ยนเป็นความสนุกทันที”
เป้าหมายของ “นุมาน AI” จึงถูกวางให้มากกว่าเครื่องมือทำงาน แต่ต้องการให้เป็นเสมือน Personal Coach และ Intelligent Assistant ที่พนักงานทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ฝ่าย IT ฝ่ายขาย หรือบัญชี
หลักคิดนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างคนที่ถนัดเทคโนโลยีกับคนที่ไม่ถนัด เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล วิเคราะห์ Insight หรือสรุปรายงานได้ในมาตรฐานใกล้เคียงกัน และนำเวลาที่เหลือไปคิดงานสร้างสรรค์มากขึ้น
AI ต้องเร็ว แต่ “Governance” ต้องเดินไปพร้อมกัน
การใช้ AI ในธุรกิจประกันชีวิตยังมีอีกโจทย์สำคัญ คือ ข้อมูลและความปลอดภัย
เพราะธุรกิจต้องทำงานกับข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เอาประกัน การนำ AI มาใช้จึงไม่สามารถมองเฉพาะเรื่อง Productivity ได้เพียงด้านเดียว
ทิพยประกันชีวิตดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO 27001 พร้อมนำแนวปฏิบัติด้าน AI Governance มาใช้ โดยยึดหลัก Human in the Loop กำหนดให้มนุษย์ยังต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ อนุมัติ หรือตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลกระทบต่อผู้เอาประกันโดยตรง
สะท้อนอีกโจทย์ของการทำ AI Transformation ที่องค์กรต้องหาสมดุลระหว่าง ความเร็ว ความสะดวก และความปลอดภัย

แม้ AI จะถูกวางไว้เป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แต่นพพรกลับชี้ว่า “คน” ยังคงเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุด
บริษัทจึงเดินหน้าทั้งการ Upskill และ Reskill พนักงานในทุกระดับ ควบคู่กับแนวคิด Work-Life Balance การสร้างพื้นที่ Co-Working Space, Fitness Room รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้พนักงานเสนอแนวคิดใหม่ภายใต้แนวคิด Empowerment & Innovation
“ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของทิพยประกันชีวิตไม่ใช่เทคโนโลยีหรือผลกำไร แต่คือพนักงานทุกคน ความทุ่มเทและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโต”
สำหรับนพพร AI จึงไม่ควรทำให้คนมีความสำคัญน้อยลง แต่ควรทำหน้าที่ ปลดล็อกศักยภาพของคนให้สูงขึ้น
จากเดิมที่พนักงานต้องใช้เวลากับกระบวนการที่ซับซ้อนหรือซ้ำซ้อน เป้าหมายคือการเปลี่ยนบทบาทให้สามารถขยับขึ้นไปทำงานเชิงกลยุทธ์ สร้างนวัตกรรม และสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ลูกค้าและองค์กรได้มากขึ้น
หลังจากครึ่งปีแรกสร้างการเติบโตทั้งด้านเบี้ยประกันและกำไร ทิพยประกันชีวิตประเมินว่าแนวโน้มไตรมาส 3 และช่วงครึ่งปีหลังยังมีโอกาสปรับตัวเป็นบวกต่อเนื่อง โดยบริษัทตั้งเป้าสร้างเบี้ยประกันและกำไรทั้งปีให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
แต่ภาพที่บริษัทกำลังพยายามสร้างอาจมีความหมายมากกว่าตัวเลขปลายปี
เพราะ “Grow together with AI” สะท้อนโจทย์สำคัญขององค์กรในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมี AI ก่อน แต่คือ ใครสามารถทำให้ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานจริง พร้อมทำให้คนในองค์กรใช้เทคโนโลยีนั้นสร้างคุณค่าได้มากกว่าเดิม
สำหรับทิพยประกันชีวิต การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ได้ตั้งเป้าให้ AI เข้ามา “แทนคน”
แต่คือการทำให้ คนเก่งขึ้น งานแม่นยำขึ้น องค์กรคล่องตัวขึ้น และสุดท้ายลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น
นพพรสรุปแนวคิดไว้ว่า
“หัวใจสำคัญที่สุดคือ ‘คน’ AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อทดแทนบุคลากร แต่เข้ามาเพื่อส่งเสริมและปลดล็อกศักยภาพของพนักงานให้สูงขึ้นไปอีกขั้น”
และนี่อาจเป็นความหมายที่ชัดที่สุดของคำว่า Grow together with AI — การเติบโตที่ไม่ได้ให้เทคโนโลยีวิ่งนำคน แต่ทำให้ทั้งสองเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน





