ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ Q2/69 กำไรฟื้นกว่า 30% ชูวินัยการเงิน–ปันผล 0.11 บาท/หุ้น รายได้แตะ 663.36 ล้านบาท ฟื้น 10% จากไตรมาสก่อน Gross Margin ขยับสู่ 38.6% ขณะที่ Net D/E อยู่เพียง 0.64 เท่า มองตลาดอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้วและมีโอกาสทยอยฟื้น
ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ การรักษาความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการมากกว่าการเร่งขยายตัวเพียงอย่างเดียว
ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพดังกล่าวได้ค่อนข้างชัด เมื่อบริษัทมีรายได้ 663.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 10% จากไตรมาสแรก ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 96.36 ล้านบาท ฟื้นตัวมากกว่า 30% จากไตรมาสก่อนหน้า
ตัวเลขสำคัญไม่ได้อยู่แค่การฟื้นของรายได้ แต่รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 38.6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายต่อรายได้ลดมาอยู่ที่ประมาณ 7.1% และค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้อยู่ที่ 8.9% สะท้อนการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากไตรมาสก่อน
มองตลาดอสังหาฯ ผ่าน Bottom Out
ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์น่าจะผ่านจุดต่ำสุด หรือ Bottom Out ไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก และมีโอกาสค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปีต่อเนื่องถึงปีหน้า หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเพิ่มเติม
สำหรับลลิล พร็อพเพอร์ตี้ การรับรู้รายได้ที่ฟื้นขึ้นในไตรมาส 2 มาพร้อมกับการบริหารต้นทุนก่อสร้าง ต้นทุนการขาย และค่าใช้จ่ายบริหารตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ซึ่งทำให้ Operating Performance Ratios หลายตัวปรับดีขึ้นพร้อมกัน
ในมุมของ MarketPlus จุดที่น่าสนใจจึงอยู่ที่บริษัทไม่ได้อาศัยเพียงการฟื้นตัวของยอดขาย แต่พยายามรักษา “คุณภาพของกำไร” ผ่านการควบคุมต้นทุนและโครงสร้างค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่ตลาดยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะเติบโตเต็มที่
หนี้ต่ำ–สภาพคล่องยังแข็งแรง
อีกด้านหนึ่งที่ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องคือวินัยทางการเงิน โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมี D/E Ratio 0.83 เท่า และ Net D/E Ratio เพียง 0.64 เท่า ซึ่งบริษัทระบุว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
ตลอดช่วงประมาณปีที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถชำระคืนหุ้นกู้และตั๋วแลกเงินที่ครบกำหนดไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมมีวงเงิน Committed Line จากธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายแห่ง รองรับการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงทางการเงินในระยะต่อไป
โครงสร้างหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี แต่เป็น “พื้นที่ทางการเงิน” ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้บริษัทในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน และเปิดทางให้สามารถบริหารจังหวะการลงทุนได้อย่างระมัดระวังมากขึ้น
ปันผล 0.11 บาท/หุ้น รักษาสถิติจ่ายต่อเนื่องเกือบ 25 ปี
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.11 บาทต่อหุ้น โดยกำหนด Record Date วันที่ 31 สิงหาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 11 กันยายน 2569
การจ่ายปันผลครั้งนี้นับเป็นการจ่ายปันผลระหว่างกาลต่อเนื่องเกือบ 25 ปี นับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเมื่อเทียบกับราคาหุ้น ณ ช่วงประกาศ บริษัทระบุว่าคิดเป็น Dividend Yield ทั้งปีราว 6.1%
ครึ่งปีหลังจับตาการฟื้นตัวของดีมานด์
สำหรับช่วงที่เหลือของปี ภาพของลลิล พร็อพเพอร์ตี้จึงอยู่บนสองแกนสำคัญ คือ การรอจังหวะฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่กับ การรักษาวินัยทางการเงินและประสิทธิภาพการทำกำไร
หากตลาดค่อยๆ ฟื้นตามที่บริษัทประเมิน จุดแข็งจากหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องที่เพียงพอ และการควบคุมต้นทุนที่เริ่มเห็นผล อาจกลายเป็นฐานสำคัญให้ลลิล พร็อพเพอร์ตี้สามารถรับโอกาสจากการกลับมาของกำลังซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องเร่งขยายความเสี่ยงทางการเงิน
โจทย์ในครึ่งปีหลังจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ตลาดจะฟื้นเร็วแค่ไหน” แต่คือบริษัทสามารถรักษาโมเมนตัมของกำไร และเปลี่ยนความได้เปรียบด้านโครงสร้างการเงินให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้มากเพียงใด