
เมื่อโจทย์ของภาคเกษตรไม่ได้หยุดอยู่เพียง “ผลิตให้ได้มากขึ้น” แต่กำลังขยับไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน การแปรรูป นวัตกรรม การท่องเที่ยว และการเชื่อมตลาด บทบาทของสถาบันการเงินเพื่อภาคเกษตรจึงต้องขยายจากผู้ให้สินเชื่อ ไปสู่การเป็นตัวกลางที่ช่วยยกระดับเกษตรกรและชุมชนให้เติบโตได้ครบทั้งห่วงโซ่

ภาพนี้สะท้อนผ่านการลงพื้นที่จังหวัดสกลนครของ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เข้าเยี่ยมชมทั้งลูกค้ารายย่อยและชุมชนท่องเที่ยว ธ.ก.ส. เพื่อดูแนวทางการต่อยอดธุรกิจจากฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
หนึ่งในจุดหมายคือ ร้านก๋วยเตี๋ยว เสธ.โคขุนโพนยางคำ ตำบลโนนหอม อำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ที่นำเนื้อโคขุนโพนยางคำเกรดพรีเมียมมาต่อยอดเป็นธุรกิจอาหาร สะท้อนอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้จากจุดแข็งของพื้นที่

อีกพื้นที่สำคัญคือ ชุมชนบ้านกกปลาซิว ตำบลกกปลาซิว อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นชุมชนท่องเที่ยว ธ.ก.ส. และได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืนระดับประเทศ ปี 2568
จุดขายของชุมชนถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “3 ธรรม” ได้แก่ ธรรมชาติ ธรรมะ และวัฒนธรรม โดยใช้ภูมิประเทศท่ามกลางเทือกเขาภูพานและวิถีชีวิตท้องถิ่นมาเป็นต้นทุน สร้างกิจกรรมตั้งแต่โฮมสเตย์ ลานกางเต็นท์ สะพานบุญ ไปจนถึงกิจกรรมเรือคายัคและแพไม้ไผ่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติและวิถีชุมชนอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ชุมชนไม่ได้หยุดอยู่ที่การขาย “ประสบการณ์ท่องเที่ยว” แต่ยังพยายามนำภูมิปัญญามาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การย้อมผ้าครามด้วยเทคนิค Ecoprint การปักผ้าด้วยมือ รวมถึงการนำผลไม้และสมุนไพรท้องถิ่นอย่าง หมากเม่าและตรีผลา มาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มและของฝากจากชุมชน
นี่คือจุดที่ชุมชนเริ่มเปลี่ยนจาก “แหล่งท่องเที่ยว” ไปสู่ “พื้นที่เศรษฐกิจขนาดย่อม” ที่รายได้ไม่ได้มาจากนักท่องเที่ยวเพียงช่องทางเดียว แต่กระจายไปยังสินค้าแปรรูป งานหัตถกรรม ที่พัก และกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชน

สำหรับ ธ.ก.ส. การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังสะท้อนทิศทางการสนับสนุนเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้ขยับจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การพัฒนาสินค้าในแนวทาง Agri-Glam หรือการเพิ่มคุณค่าให้สินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การออกแบบบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยี และการสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น
หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การ “ผลิตอะไรเพิ่ม” แต่คือการทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิม ขายได้ดีขึ้น ราคาดีขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
ธ.ก.ส. จึงวางบทบาทตั้งแต่การสนับสนุนเงินทุน เติมองค์ความรู้ ไปจนถึงการเชื่อมตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ผู้ประกอบการได้อย่างเป็นระบบ

ด้านช่องทางจำหน่าย ธ.ก.ส. ใช้ทั้ง BAAC Outlet ผ่านเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ BAAC Matching เพื่อช่วยให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น พร้อมสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสหมุนเวียนรายได้กลับสู่เกษตรกรและคนในพื้นที่
ในมุมของ MarketPlus กลยุทธ์นี้ถือเป็นการต่อจิ๊กซอว์สำคัญ เพราะแม้ชุมชนจะมีสินค้าและเรื่องราวที่ดี แต่หากขาด “ตลาด” การเติบโตก็อาจหยุดอยู่เพียงในพื้นที่
การเชื่อมสินค้าเข้ากับช่องทางขายจึงทำให้เกษตรกรมีโอกาสเปลี่ยนจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้ประกอบการเกษตร ที่เข้าใจทั้งสินค้า แบรนด์ ช่องทางจำหน่าย และพฤติกรรมผู้บริโภค

การลงพื้นที่สกลนครครั้งนี้จึงสะท้อนทิศทางของ ธ.ก.ส. ที่ไม่ได้มองภาคเกษตรแยกเป็นรายธุรกิจ แต่พยายามเชื่อม เกษตร–อาหาร–ท่องเที่ยว–หัตถกรรม–นวัตกรรม–การตลาด เข้าไว้ในระบบเดียวกัน
หากชุมชนสามารถใช้ต้นทุนที่มีอยู่ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และผลผลิตทางการเกษตร มาสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมมีช่องทางตลาดรองรับ ก็มีโอกาสสร้างรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ภายในพื้นที่ได้มากขึ้น
นี่อาจเป็นอีกหนึ่งภาพของ “เศรษฐกิจชุมชนยุคใหม่” ที่ไม่ได้รอรายได้จากผลผลิตการเกษตรเพียงฤดูกาลเดียว แต่สร้างรายได้จากหลายกิจกรรม และช่วยให้คนในชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน





