

การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรีในกรุงเทพฯ กำลังขยับจากการขาย “ห้องพัก” ไปสู่การสร้าง Destination ที่รวมการพักผ่อน อาหาร เวลเนส และการจัดงานไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะทำเลใจกลางเมืองที่ต้องรองรับทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักธุรกิจ และตลาด MICE ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
เป็นจังหวะที่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจ Hospitality ผ่านความร่วมมือกับ Fairmont Hotels & Resorts ในเครือ Accor เปิดตัว “แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท” (Fairmont Bangkok Sukhumvit) อย่างเป็นทางการ นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Fairmont แห่งแรกในประเทศไทย และถูกวางบทบาทให้เป็นทั้ง Luxury Lifestyle Destination และ MICE Destination แห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท


โรงแรมมีห้องพักและห้องสวีทรวม 416 ห้อง โดยทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2569 พร้อมเชื่อมกลุ่มนักเดินทางจากทั่วโลก ภาคธุรกิจ และผู้คนในกรุงเทพฯ ผ่านประสบการณ์ด้านอาหาร เวลเนส ไลฟ์สไตล์ และการจัดงานระดับโลก

หนึ่งในแกนสำคัญของ Fairmont Bangkok Sukhumvit คือการออกแบบให้พื้นที่โรงแรมทำหน้าที่มากกว่าการเป็นที่พัก โดยเฉพาะตลาด MICE ซึ่งโรงแรมจัดสรรพื้นที่สำหรับการประชุม งานสัมมนา นิทรรศการ งานแต่งงาน งานกาล่าดินเนอร์ และงานเฉลิมฉลองรวมกว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 3 ชั้น
ไฮไลต์อยู่ที่ The Signature Grand Ballroom ซึ่งมีเพดานสูงถึง 12 เมตร เสริมด้วยบอลรูมอีก 1 ห้อง ห้องจัดงานย่อย 7 ห้อง Couture Hall และพื้นที่ประชุมที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามขนาดของงาน
นอกจากนี้ โรงแรมยังนำแนวคิด co-living เข้ามาเสริมพื้นที่รับรองและพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ให้สามารถพบปะ พักผ่อน หรือทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากช่วงเวลาประชุม ซึ่งช่วยต่อยอดโจทย์ของ MICE จาก “สถานที่จัดงาน” ไปสู่การสร้างประสบการณ์และคอมมูนิตี้ภายในโรงแรม

อีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้าง Traffic และประสบการณ์ให้กับ Destination คือธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดย Fairmont Bangkok Sukhumvit เตรียมทยอยเปิด 7 ห้องอาหารและพื้นที่พบปะสังสรรค์ ตลอดปี 2569
ประกอบด้วย Harper’s ห้องอาหารสไตล์บราสเซอรีที่ผสมผสานอาหารอเมริกาเหนือและฝรั่งเศส, AELA Social Bar, CAYA Pool Club และ Wiggle Room ซึ่งวางคอนเซ็ปต์เป็นประสบการณ์อาหารและการแสดงแบบมัลติเซนซอรี ก่อนขยายสู่พื้นที่ชั้น 32–33 และรูฟท็อปช่วงปลายปี
แผนดังกล่าวสะท้อนการวางตำแหน่งโรงแรมให้สามารถดึงลูกค้าได้หลายกลุ่ม ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแขกที่เข้าพัก แต่รวมถึงคนทำงาน นักธุรกิจ และผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ที่เข้ามาใช้บริการร้านอาหาร บาร์ หรือพื้นที่ไลฟ์สไตล์
ด้าน Wellness โรงแรมมี Fairmont Spa ขนาดกว่า 1,000 ตารางเมตร พร้อม Fairmont Studio สำหรับโยคะ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ห้องฟิตเนส และพื้นที่สำหรับครอบครัว รองรับเทรนด์การท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการดูแลกายและใจมากขึ้น


ในมิติการออกแบบ Fairmont Bangkok Sukhumvit ใช้แนวคิด “Blooming Stage” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมรดกแห่งดอกไม้ของไทย ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบภายในโดย PIA และสถาปัตยกรรมโดย A49
หนึ่งในรายละเอียดสำคัญคือโคมไฟระย้าบริเวณล็อบบี้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย ขณะที่เครื่องแบบพนักงานได้รับการออกแบบโดย ASAVA เพื่อผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ไทย และเชื่อมมาตรฐานการบริการของ Fairmont เข้ากับบริบทของกรุงเทพฯ

การเปิด Fairmont แห่งแรกในไทยยังเชื่อมกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของ AWC ที่ใช้ความร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้ามายกระดับสินทรัพย์และสร้าง Destination ใหม่
วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC ระบุว่า การนำ Fairmont เข้าสู่ประเทศไทยเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือกับ Accor โดยตั้งใจให้โรงแรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงนักเดินทาง ภาคธุรกิจ และชุมชน ผ่านบริการระดับลักชัวรี อาหาร เวลเนส การเฉลิมฉลอง และพื้นที่ประชุมระดับโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก
ในด้านสิ่งแวดล้อม โรงแรมได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐาน LEED Gold พร้อมระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ การควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และการออกแบบเปลือกอาคารเพื่อลดความร้อน
ทั้งหมดถูกวางอยู่ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ของ AWC ที่ต้องการใช้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการจับมือพันธมิตรระดับโลกเป็นกลไกขับเคลื่อนทั้งการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

หากมองในมุมธุรกิจ การเปิด Fairmont Bangkok Sukhumvit จึงไม่ได้เพิ่มเพียงจำนวนห้องพักเข้าสู่พอร์ตของ AWC แต่เป็นการเพิ่มสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้จากหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียว ตั้งแต่ห้องพัก อาหารและเครื่องดื่ม เวลเนส ไปจนถึง MICE และงานเฉลิมฉลอง
การมี 416 ห้อง พื้นที่จัดงานกว่า 2,000 ตารางเมตร 7 คอนเซ็ปต์อาหาร และ Fairmont Spa กว่า 1,000 ตารางเมตร ทำให้โรงแรมถูกวางให้รองรับทั้ง Leisure และ Business Demand ขณะเดียวกันการนำแบรนด์ Fairmont เข้ามาเปิดตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรก ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับพอร์ต Luxury Hospitality ของ AWC และเสริมการแข่งขันของกรุงเทพฯ ในตลาดโรงแรมและ MICE ระดับนานาชาติ


โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า AWC จะสามารถเปลี่ยนโรงแรมแห่งนี้จาก “สถานที่พัก” ให้กลายเป็น Destination ที่สร้าง Traffic ได้ตลอดทั้งวัน และดึงทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และคนเมืองเข้ามาใช้พื้นที่ได้มากเพียงใด
เพราะในตลาด Luxury Hospitality ยุคใหม่ ผู้ชนะอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีโรงแรมหรูมากกว่า แต่คือใครสามารถสร้าง ประสบการณ์ เหตุผลในการกลับมาใช้บริการ และ Ecosystem รอบสินทรัพย์ ได้แข็งแรงกว่าในระยะยาว





