
กว่า 44 ปีที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว อยู่คู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ทำให้ศูนย์การค้าแห่งนี้หยุดอยู่เพียงภาพจำของ “ห้างเก่าแก่” แต่กลับสามารถรักษาสถานะหนึ่งในจุดหมายสำคัญของคนเมืองไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจรีเทลที่ต้องรับมือทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์ใหม่ และการเกิดขึ้นของพื้นที่ไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ทั่วกรุงเทพฯ
หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ ทราฟฟิกเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีแรกกว่า 110,000 คนต่อวัน ขณะที่บางอีเวนต์สามารถดันจำนวนผู้ใช้บริการขึ้นไปถึง 120,000 คนต่อวัน สะท้อนพลังของทำเล ฐานลูกค้า และการใช้กิจกรรมเข้ามาสร้าง Traffic Magnet ให้ศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN วางบทบาทของเซ็นทรัล ลาดพร้าว ให้เป็น “Timeless Urban Destination” หรือจุดหมายของคนเมืองที่สามารถปรับตัวไปตามยุคสมัย โดยมีจุดแข็งทั้งทำเล กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และการนำแบรนด์หรือเทรนด์ใหม่เข้ามาหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึงคนเข้าศูนย์การค้า แต่เป็นการทำให้คน “กลับมาใช้ชีวิต” ที่นี่ได้บ่อยครั้ง ผ่านทั้งร้านอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ กีฬา คาเฟ่ ไปจนถึงกิจกรรมและอีเวนต์ที่เปลี่ยนไปตามความสนใจของผู้บริโภค
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เซ็นทรัล ลาดพร้าว ใช้อีเวนต์หลากหลายรูปแบบเป็นตัวขับเคลื่อนทราฟฟิก ตั้งแต่เทศกาลสงกรานต์ แอโรบิกแดนซ์ งาน Taste of Tea 2026 ไปจนถึงกิจกรรมสายมูอย่างงานบวงสรวงพระแม่ลักษมี รวมถึงอีเวนต์ที่ดึงฐานแฟนคลับของศิลปินและคู่จิ้นเข้ามาสร้างสีสันภายในศูนย์การค้า

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้คือ Curated Brand Mix หรือการคัดเลือกแบรนด์ให้สอดคล้องกับเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Food & Beverage ซึ่งในปี 2569 มีทั้งแบรนด์ใหม่และร้านที่เข้ามาพร้อมคอนเซ็ปต์เฉพาะ
แบรนด์ที่เข้ามาเปิดหรือเตรียมเปิดภายในเซ็นทรัล ลาดพร้าว มีตั้งแต่ Baron's Bar, Beans, Bonnana, CHANDEE, DOS! Matcha, HIKINIKU TO COME, Kiani, Kiki Matcha, Mak's Noodle, OOTOYA OKI, SHAMEN by Seki, Solsot และ Yume Matcha ไปจนถึงแบรนด์แฟชั่นเกาหลีอย่าง SATUR ที่เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ร้านเดิมก็ถูกนำมาปรับด้วย New Concept เพื่อสร้างความสดใหม่ เช่น MK Restaurants Original คอนเซ็ปต์สโตร์ฉลอง 40 ปีในบรรยากาศเรโทร และ Sizzler Special ภายใต้แนวคิด “The New Salad Bar” ที่นำเสนอเมนูสลัดบาร์มากกว่า 100 รายการ รองรับเทรนด์สุขภาพ
ด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มีทั้ง Columbia, MERGE, Rally Movement และ Wilson รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง HONOR และพื้นที่ไลฟ์สไตล์อย่าง Sculpture Arcade โดยเซ็นทรัลพัฒนายังระบุว่าจะมีแบรนด์ใหม่ทยอยเข้ามาเพิ่มเติมตลอดปี 2569

นอกเหนือจากการบริหารแบรนด์และอีเวนต์ ปัจจัยที่ทำให้เซ็นทรัล ลาดพร้าว ยังคงมีความแข็งแรงคือ “ทำเล”
พื้นที่ลาดพร้าวถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ โดยศูนย์การค้าเชื่อมต่อได้ทั้ง MRT สถานีพหลโยธิน และ BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว ทำให้สามารถรองรับลูกค้าได้หลากหลาย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ไปจนถึงครอบครัว
อีกองค์ประกอบคือพื้นที่จัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ภายในศูนย์การค้า ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างกิจกรรมใหม่ตลอดทั้งปี และทำให้พื้นที่รีเทลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับการช้อปปิ้ง แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรม ไลฟ์สไตล์ และ Community ไปพร้อมกัน

สิ่งที่น่าสนใจของเซ็นทรัล ลาดพร้าว จึงอยู่ที่การนำ “ความผูกพัน” ที่สะสมมากว่า 44 ปี มาต่อยอดกับสิ่งใหม่
ในด้านหนึ่ง ศูนย์การค้ามีฐานลูกค้าหลายเจเนอเรชันที่คุ้นเคยกับพื้นที่ ขณะที่อีกด้านก็ต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามา ไม่ว่าจะผ่านร้านดัง กระแสอาหาร คาเฟ่ แฟชั่น กีฬา หรืออีเวนต์ที่เชื่อมกับวัฒนธรรมแฟนด้อม
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่แบรนด์จำนวนมากเลือกเซ็นทรัล ลาดพร้าวเป็นหนึ่งในพื้นที่เปิดตัวร้านหรือทดลองคอนเซ็ปต์ใหม่ เพราะนอกจากปริมาณทราฟฟิกแล้ว ยังได้ฐานลูกค้าที่หลากหลายและการเชื่อมต่อกับพื้นที่เมืองโดยรอบ

สำหรับเซ็นทรัลพัฒนา เป้าหมายต่อจากนี้คือการรักษาสถานะ Timeless Urban Destination ผ่านสามองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ทำเลที่เข้าถึงง่าย ทราฟฟิกที่แข็งแกร่ง และการดึงแบรนด์ใหม่เข้ามาสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569
ในตลาดรีเทลที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียง “พื้นที่ขาย” อีกต่อไป ความสามารถในการทำให้ผู้บริโภคมีเหตุผลกลับมาใช้พื้นที่ซ้ำ อาจเป็นหนึ่งในคำตอบว่าทำไม เซ็นทรัล ลาดพร้าว ยังรักษาความเป็นหนึ่งในศูนย์การค้า Top of Mind ของกรุงเทพฯ โซนเหนือได้ แม้จะผ่านเวลามานานกว่า 4 ทศวรรษ





