
ท่ามกลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง กลุ่มดุสิตธานี กลับสามารถพลิกผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 จากขาดทุนกลับมาเป็นกำไร พร้อมรายได้เติบโตมากกว่าเท่าตัว สะท้อนผลของการกระจายพอร์ตธุรกิจออกจากรายได้โรงแรมเพียงอย่างเดียว ไปสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากขึ้น
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มี รายได้รวม 3,633 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 291 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2568 ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 550.4% สะท้อนการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน
สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 กลุ่มดุสิตธานีมีรายได้รวม 6,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.5% และมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 243 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 1,621 ล้านบาท หรือเติบโต 156.1%
ปัจจัยสำคัญของการเติบโตในไตรมาส 2 มาจากการรับรู้รายได้จากการส่งมอบห้องชุดโครงการที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่ “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ควบคู่กับการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่บริษัทลงทุนเอง
รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก หรือ RevPAR เพิ่มขึ้น 21.5% จากทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้น โดยมี โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต
ในมุมของ MarketPlus จุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 100% แต่คือโครงสร้างรายได้ของดุสิตธานีที่กำลังเปลี่ยนไป
จากเดิมที่ธุรกิจโรงแรมเป็นแกนหลัก บริษัทกำลังใช้รายได้จากอสังหาริมทรัพย์เข้ามาช่วยสร้างสมดุล ขณะที่ธุรกิจโรงแรมยังคงทำหน้าที่สร้างรายได้ประจำและต่อยอดแบรนด์ในระยะยาว โมเดลนี้ช่วยลดความผันผวนของรายได้ในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวยังมีความไม่แน่นอนสูง

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี ระบุว่า ผลดำเนินงานช่วงไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกสะท้อนความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของธุรกิจ แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะเผชิญแรงกดดันจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก
ปัจจัยที่ทำให้ดุสิตธานียังรักษาการเติบโตได้ มาจากการบริหารพอร์ตอย่างสมดุล การกระจายฐานลูกค้า ตลอดจนการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลต่อโรงแรมในมัลดีฟส์ และโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้รายได้บางส่วนลดลง แต่ผลประกอบการของพอร์ตโรงแรมในไทยและเอเชียแปซิฟิกยังสามารถช่วยชดเชยผลกระทบได้ ขณะที่การควบคุมต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายยังมีส่วนช่วยให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานดีขึ้น
กลยุทธ์ของดุสิตธานีในระยะต่อไปยังคงให้น้ำหนักกับการสร้างความยืดหยุ่นผ่านการกระจายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอาหาร ควบคู่กับการรักษาประสิทธิภาพด้านต้นทุน
บริษัทมองว่าการลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจโรงแรมเพียงด้านเดียว จะช่วยรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและสร้างเสถียรภาพให้ผลประกอบการในระยะยาว
ในไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มดุสิตธานียังขยายธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมเข้าสู่ตลาด ซาอุดีอาระเบีย ทำให้มีโรงแรมและวิลล่าภายใต้การบริหารรวม 290 แห่ง ใน 19 ประเทศ
ด้านธุรกิจอาหาร Bonjour Bakery มีสาขารวม 118 แห่ง หลังเปิดเพิ่มสุทธิ 7 สาขา ขณะที่โครงการ The Residences at Dusit Central Park มียอดขายแล้วประมาณ 97% ของพื้นที่ขาย และอยู่ระหว่างทยอยส่งมอบห้องชุด
อีกด้านหนึ่ง บริษัทประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 1,500 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด ซึ่งสะท้อนการบริหารโครงสร้างทางการเงินควบคู่กับการขยายธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มปี 2569 ดุสิตธานียังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวม ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบ The Residences at Dusit Central Park ที่ระดับ 5–8% พร้อมตั้งเป้า EBITDA อยู่ที่ 18–20% ของรายได้รวม
บริษัทคงประมาณการธุรกิจโรงแรม อาหาร และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้ตามเดิม แต่ปรับลดเป้าการเติบโตของรายได้ธุรกิจการศึกษาลงเหลือ 5–7% และคาดอัตรา EBITDA ราว 8–10% จากการแข่งขันที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวในระดับต่ำ
ผลประกอบการครึ่งปีแรกของดุสิตธานีสะท้อนว่า การพลิกกลับมามีกำไรไม่ได้เกิดจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวเพียงปัจจัยเดียว แต่เกิดจาก “โครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายขึ้น”
รายได้จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ช่วยสร้างแรงส่งในช่วงที่ตลาดท่องเที่ยวบางภูมิภาคมีแรงกดดัน ขณะที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพเข้ามายกระดับทั้งรายได้และ RevPAR ของพอร์ตโรงแรม
โจทย์สำคัญในช่วงครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ว่า หลังรายได้จากการส่งมอบคอนโดมิเนียมทยอยรับรู้แล้ว ดุสิตธานีจะสามารถสร้างการเติบโตจากธุรกิจหลักแบบต่อเนื่องได้มากเพียงใด โดยเฉพาะโรงแรม อาหาร และธุรกิจรับจ้างบริหาร
หากรักษา RevPAR ควบคู่กับวินัยด้านต้นทุนได้ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตในตลาดใหม่ตามแผน โมเดล “โรงแรม + อสังหาริมทรัพย์ + อาหาร” จะมีบทบาทมากขึ้นในการเปลี่ยนดุสิตธานีจากธุรกิจ Hospitality แบบดั้งเดิม ไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีแหล่งรายได้หลากหลายและรองรับความผันผวนของตลาดโลกได้มากขึ้น



