
จากแบรนด์โยเกิร์ตปั่นที่เพิ่งเปิดสาขาแรกเมื่อเดือนมีนาคม สู่การปิดดีลแฟรนไชส์ 110 สาขาในเวลาเพียง 6 เดือน เบื้องหลังการเติบโตของ YoPPa Yogurt ไม่ได้มีเพียงกระแสของสินค้า แต่คือวิธีคิดของ “ญดา–นริลญา กุลมงคลเพชร” ที่มองว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ไม่ควรจบแค่การขายสิทธิ์ แต่ต้องสร้างระบบที่ช่วยให้คนธรรมดาสามารถเริ่มต้นธุรกิจ และเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้

ชื่อของ ญดา–นริลญา กุลมงคลเพชร อาจเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดง แต่ในอีกบทบาทหนึ่ง เธอกำลังสร้างเส้นทางของตัวเองในฐานะซีอีโอ บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด เจ้าของ YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตปั่นเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ที่เริ่มต้นสาขาแรกบริเวณสยามสแควร์ ซอย 3 ก่อนขยายผ่านโมเดลแฟรนไชส์ จนสามารถปิดดีลได้ 110 สาขาภายในเวลา 6 เดือน และทยอยเปิดให้บริการแล้วมากกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ
แต่สำหรับนริลญา ตัวเลข 110 สาขาอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จ
สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากกว่าคือ เมื่อมีคนเข้ามาลงทุนกับแบรนด์แล้ว คนเหล่านั้นจะสามารถเดินต่อและเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร
จากขายแฟรนไชส์ สู่การสร้าง “ระบบ”
การเติบโตที่เร็วกว่าคาด ทำให้ YoPPa ต้องเร่งปรับระบบหลังบ้านแทบจะพร้อมกับการขยายสาขาหน้าร้าน
จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 100 สาขาภายในปี แบรนด์สามารถปิดดีลได้ถึง 110 สาขาภายใน 2 ไตรมาส ส่งผลให้ต้องขยายพื้นที่ครัวกลาง เพิ่มทีมสต็อก ทีมออดิท ทีมสนับสนุนหลังบ้าน รวมถึงมีโรงงานพาร์ทเนอร์รองรับการผลิต เพื่อให้สามารถบริหารสต็อกสำหรับแฟรนไชส์ทั้ง 4 ภาคได้อย่างเพียงพอและรวดเร็ว
นริลญามองว่า การเติบโตของจำนวนสาขาจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้ หากระบบของแบรนด์โตไม่ทัน
YoPPa จึงไม่ได้มองหน้าที่ของตัวเองเพียงการขายแฟรนไชส์ แต่พยายามลดความซับซ้อนของการเริ่มต้นธุรกิจให้กับผู้ซื้อสิทธิ์ ตั้งแต่การให้ข้อมูลแบบ Step by Step การวางระบบสต็อก ครัวกลาง ทีมตรวจสอบ ไปจนถึงทีมสนับสนุนการเปิดร้าน
แฟรนไชส์ซีของ YoPPa มีตั้งแต่ครอบครัว คนวัยทำงาน ไปจนถึงนักศึกษาที่รวมตัวกันลงทุน และหลายคนไม่เคยมีพื้นฐานด้านธุรกิจมาก่อน
“เป้าหมายของโยปป้า โยเกิร์ต คือไม่ได้อยากเติบโตไปคนเดียว ถ้าแบรนด์ประสบความสำเร็จ ทุกพาร์ทเนอร์ก็ต้องประสบความสำเร็จ”
ประโยคนี้สะท้อนวิธีคิดของนริลญาได้ชัดว่า สิ่งที่เธอกำลังสร้างอาจไม่ใช่เพียงเครือข่ายแฟรนไชส์ แต่คือระบบธุรกิจที่ทำให้คนที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนสามารถเข้ามาเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
มอง Pain Point จากฝั่งคนซื้อแฟรนไชส์
หนึ่งใน Key Success ที่นริลญามองว่าเป็นจุดแข็งของ YoPPa คือ การเข้าไปช่วยแฟรนไชส์ซีแทบทุกขั้นตอน
ตั้งแต่การหาโลเคชัน การต่อรองค่าเช่าพื้นที่ การเสนอพื้นที่ในศูนย์การค้าและโมเดิร์นเทรด การออกแบบร้าน ควบคุมงบประมาณ ก่อสร้าง เทรนนิ่ง ไปจนถึงการส่งพนักงานจากสาขาหลักเข้าไปช่วยในวันเปิดร้าน
แบรนด์ยังมีรายชื่อโลเคชันให้ผู้สนใจเลือกในเครือข่ายค้าปลีกหลายแห่ง อาทิ เซ็นทรัล เดอะมอลล์ โลตัส ท็อปส์ โรบินสัน แม็คโคร และบิ๊กซี พร้อมปรับรูปแบบร้านให้เหมาะกับขนาดพื้นที่ของแต่ละสาขา โดยยังคงควบคุมมาตรฐานและ CI ของแบรนด์
แม้แต่เรื่องการตลาดออนไลน์ ซึ่งอาจไม่ใช่ความถนัดของแฟรนไชส์ซีทุกคน ทีมของ YoPPa ก็เข้าไปช่วย

นริลญาเผยว่า บางคนไม่มีพื้นฐานด้านการทำคอนเทนต์หรือการใช้โซเชียลมีเดีย ทีมจึงผลิตสื่อแบบ Tailor-made ให้แต่ละสาขา รวมถึงช่วยทำคลิปสำหรับ TikTok และโปรโมตสาขาผ่านช่องทางของแบรนด์
มุมนี้ทำให้คำว่า “Partner” ในวิสัยทัศน์ของนริลญาไม่ได้หมายถึงเพียงคู่สัญญาทางธุรกิจ แต่คือการทำให้แบรนด์กลางกลายเป็นหลังบ้านที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดินธุรกิจได้ง่ายขึ้น
110 สาขาไม่ใช่ปลายทาง
หลังสร้างเครือข่ายหน้าร้านขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว โจทย์ถัดไปของ YoPPa คือการต่อยอดฐานธุรกิจเดิมไปสู่ช่องทางรายได้ใหม่
แบรนด์เตรียมขยายสาขาที่บริหารเองในพื้นที่อย่างเมกาบางนา เมเจอร์ รัชโยธิน และแฟชั่นไอส์แลนด์ ควบคู่กับการเปิดตัวรสชาติใหม่ทุกเดือน เพื่อสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากร้านให้สามารถออกไปอยู่ในช่องทางอื่น โดยเตรียมทำ Gelato Yogurt จากรสชาติขายดี และวางแผนพัฒนาสินค้า YoPPa ในกลุ่ม FMCG เพื่อจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดและสาขาของแบรนด์
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดต่อยอดไปสู่ธุรกิจสกินแคร์ที่เชื่อมโยงกับ Wellness และ Longevity ในช่วงปลายปี
หากแผนเหล่านี้เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย YoPPa ในอนาคตจึงอาจไม่ได้มีเพียงรายได้จากหน้าร้านหรือแฟรนไชส์ แต่กำลังขยายตัวไปสู่แบรนด์ที่มีทั้ง Retail, FMCG และผลิตภัณฑ์ Lifestyle อยู่ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน

สร้าง Brand Love ให้มากกว่าการขายโยเกิร์ต
อีกโจทย์ที่นริลญาให้ความสำคัญคือ เมื่อแบรนด์มีสาขามากขึ้น จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้นตามไปด้วย
คำตอบหนึ่งคือการสร้าง Brand Character
YoPPa เตรียมนำ “บูบู้” และ “บีบี้” มาสคอตหมีพี่น้องที่พัฒนาขึ้นโดยทีมงานของแบรนด์ มาเป็นตัวแทนในการสื่อสารผ่านคอนเทนต์และโซเชียลมีเดีย รวมถึงต่อยอดเป็นสินค้า
นริลญาต้องการให้คาแรกเตอร์มีความเข้าถึงง่าย มีชีวิต และสามารถสื่อสารกับลูกค้าในเชิงให้กำลังใจหรือ “ฮีลใจ” เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับ YoPPa ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนซื้อสินค้าเท่านั้น
เพราะในวันที่สินค้า โปรโมชัน หรือแม้แต่รูปแบบร้านสามารถถูกเลียนแบบได้เร็ว Brand Love อาจกลายเป็นสินทรัพย์อีกชิ้นที่สร้างความแตกต่างในระยะยาว

จากนักแสดงสู่บทบาท “คนสร้างระบบ”
เรื่องราวของ YoPPa Yogurt ในช่วง 6 เดือนแรกจึงไม่ได้มีเพียงตัวเลข 110 สาขา
สิ่งที่น่าจับตาควบคู่กันคือวิธีคิดของ ญดา–นริลญา กุลมงคลเพชร ในฐานะผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากคนสร้างสินค้าและแบรนด์ ไปสู่คนสร้างระบบธุรกิจ
เพราะเมื่อธุรกิจแฟรนไชส์เดินมาถึงหลักร้อยสาขา คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าแบรนด์จะเปิดได้อีกกี่สาขา
แต่อยู่ที่ว่า ระบบที่สร้างขึ้นจะทำให้พาร์ทเนอร์แต่ละรายสามารถเติบโต แข็งแรง และเดินไปกับแบรนด์ได้ไกลแค่ไหน
และนี่อาจเป็นบททดสอบที่สำคัญกว่าตัวเลข 100 สาขาแรกของ YoPPa Yogurt





