
เกมธุรกิจกำลังขยับจาก “การแข่งขันในตลาด” ไปสู่ “การสร้างตลาด” เมื่อเทคโนโลยีและ AI ช่วยให้การสร้างและเลียนแบบสินค้า คอนเทนต์ งานออกแบบ และโมเดลธุรกิจทำได้รวดเร็วขึ้น ความได้เปรียบจากการทำได้ดีกว่าคู่แข่งจึงอาจมีอายุสั้นลง
ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมองเห็นอนาคตก่อนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนสิ่งที่มองเห็นให้กลายเป็นคุณค่าใหม่ พร้อมสร้างพื้นที่ที่ผู้คนอยากเข้ามามีส่วนร่วมและเติบโตไปด้วยกัน
นี่คือมุมมองของ ดร.ดนัย เทียนพุฒ ที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ ซึ่งต่อยอดแนวคิดจาก Future Playmaker ไปสู่ Market Maker พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับ Inspiration Economy
เพราะหากแรงบันดาลใจจะกลายเป็น “เศรษฐกิจ” ได้จริง สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือกระบวนการเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ และประสบการณ์ให้กลายเป็นคุณค่าที่ผู้คนยอมรับ อยากมีส่วนร่วม และพร้อมจ่ายเพื่อคุณค่านั้น
ดร.ดนัยกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของเกมธุรกิจว่า ในอดีต องค์กรมักมองความสามารถในการแข่งขันผ่านจุดแข็งว่า ทำอะไรได้ดีกว่าคู่แข่ง แต่เมื่อสินค้า เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจสามารถถูกเรียนรู้และเลียนแบบได้เร็วขึ้น ธุรกิจจึงต้องค้นหาว่าตนเองมีคุณค่าอะไรที่คู่แข่งเข้ามาทดแทนได้ยาก โดยเฉพาะความหมายที่แบรนด์มีต่อผู้คน
เขาแบ่งพัฒนาการของความได้เปรียบทางธุรกิจออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจาก Product Advantage หรือความได้เปรียบจากสินค้า ขยับไปสู่ Business Model Advantage หรือความได้เปรียบจากโมเดลธุรกิจ และท้ายที่สุดคือ Meaning Advantage หรือความได้เปรียบจากความหมายที่แบรนด์มีต่อผู้คน
แต่ “ความหมาย” ในที่นี้ต้องเกิดจากสิ่งที่ผู้บริโภคเชื่อว่าแบรนด์นั้นเป็น มากกว่าสิ่งที่องค์กรประกาศเกี่ยวกับตัวเอง
ยิ่งแบรนด์สามารถขยับจากการขายคุณประโยชน์ของสินค้า ไปสู่ความรู้สึก ตัวตน และความเชื่อร่วมได้มากเท่าไร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ก็ยิ่งยากต่อการทดแทน
ดร.ดนัยอธิบายผ่านแนวคิด Brand Meaning Architecture ซึ่งเริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า แบรนด์ขายอะไร สร้างคุณค่าอะไร ทำให้ผู้คนรู้สึกอย่างไร และเมื่อเลือกแบรนด์แล้ว ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร ก่อนเดินไปถึงคำถามสำคัญว่า
“เราอยากให้เขาเชื่ออะไร”
และเมื่อเชื่อแล้ว ความเชื่อนั้นจะนำไปสู่พฤติกรรมอย่างไร
อีกโอกาสที่ ดร.ดนัยชี้ให้เห็น คือการเติบโตของแบรนด์ขนาดเล็กในโลกที่แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยเชื่อมผู้คนข้ามพรมแดน ทำให้ “ตลาดเฉพาะกลุ่ม” มีโอกาสขยายตัวได้มากกว่าเดิม
ผู้บริโภคที่มีความสนใจแบบเดียวกันอาจกระจายอยู่ในหลายประเทศ เทคโนโลยีจึงมีบทบาทในการเชื่อมคนเหล่านั้นให้กลายเป็นตลาดเดียวกัน แม้แต่ละพื้นที่จะมีผู้สนใจจำนวนไม่มากก็ตาม
ตลาดจึงกำลังเคลื่อนจาก Geographic Market หรือตลาดที่กำหนดด้วยพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ไปสู่ Interest-based Market หรือตลาดที่เชื่อมโยงกันด้วยความสนใจ ความเชื่อ และรสนิยมร่วมกัน
“ธุรกิจขนาดเล็กจึงไม่จำเป็นต้องคิดแบบบริษัทใหญ่เพื่อจะเติบโตระดับโลก แต่บางครั้ง สิ่งที่ต้องทำคือ การมุ่งเป้าเป็นที่หนึ่งของคนกลุ่มเล็ก ๆ ในโลกทั้งใบ”
นี่คือโอกาสของ Global Niche สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงแบรนด์ไทย เพราะขนาดองค์กรไม่ได้เป็นเงื่อนไขเดียวในการเข้าถึงตลาดโลกอีกต่อไป
สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องรู้ว่าตัวเองมีความหมายกับ “ใคร” และสามารถเชื่อมคนกลุ่มนั้นเข้าหากันได้อย่างไร
ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ คือการเดินทางจาก Storytelling ไปสู่ Storydoing และ Storyliving
ในคำอธิบายของ ดร.ดนัย Storytelling คือสิ่งที่แบรนด์พูด ส่วน Storydoing คือสิ่งที่แบรนด์ลงมือทำจนทำให้คนเชื่อ ขณะที่ Storyliving ก้าวไปอีกขั้น เมื่อผู้บริโภคสามารถเข้าไปใช้ชีวิตและมีส่วนร่วมกับคุณค่าของแบรนด์ได้จริง
แนวคิดนี้ยิ่งมีความหมายในยุค AI ซึ่งช่วยให้การผลิตเรื่องราว ภาพ และคอนเทนต์ทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
เมื่อทุกคนสามารถเล่าเรื่องได้ดีขึ้น ความได้เปรียบจึงขยับไปสู่ความสามารถในการสร้างประสบการณ์จริงที่ทำให้ผู้คนอยากนำเรื่องของแบรนด์ไปเล่าต่อด้วยตัวเอง
เพราะแม้ AI จะช่วยลดต้นทุนของการเล่าเรื่อง แต่การทำให้สิ่งที่แบรนด์เล่าเกิดขึ้นจริงยังต้องอาศัยการลงมือทำและความสม่ำเสมอ
จากจุดนี้ Storyliving จึงเชื่อมไปสู่ Community เมื่อผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับคุณค่าชุดเดียวกับแบรนด์ ความสัมพันธ์ก็ขยายจากการซื้อขายไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมสร้างคุณค่า ซึ่งสามารถพัฒนาเป็น Ecosystem หรือระบบนิเวศทางธุรกิจได้ต่อไป

ดร.ดนัยมองว่า ความคิดสร้างสรรค์ยังมีความสำคัญ แต่บทบาทกำลังเปลี่ยนไป เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้คนจำนวนมากสร้างผลงานได้ง่ายขึ้น ความได้เปรียบจึงอยู่ที่การตั้งโจทย์ การคัดเลือก และการใช้ดุลยพินิจว่าแนวคิดใดมีคุณค่า เหมาะกับบริบท และควรพัฒนาต่อ
สิ่งที่มนุษย์ยังต้องมี คือรสนิยมในการแยกแยะคุณภาพ ดุลยพินิจในการตัดสินใจ จุดยืนที่ชัดเจน ตลอดจนความเข้าใจประสบการณ์และความรู้สึกของผู้คน
เพราะแม้ AI จะช่วยให้ทุกคนสร้างงานได้มากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเลือกได้ดีขึ้นว่าอะไรควรสร้าง และอะไรไม่ควรสร้าง
“ในยุค AI ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครสร้างได้เร็วกว่า หากอยู่ที่ใครรู้ว่าอะไรควรสร้าง”
อีกประเด็นที่ ดร.ดนัยฝากไว้ คือการแยกความหลงใหลออกจากรูปแบบการทำธุรกิจให้ชัดเจน
“Passion กับ Business ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Passion เป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่ Business Model”
ความหลงใหลเป็นจุดเริ่มต้นที่มีพลัง แต่การเปลี่ยนสิ่งที่รักให้กลายเป็นธุรกิจต้องตอบให้ได้ว่า สิ่งนั้นสร้างคุณค่าอะไร แก้ปัญหาให้ใคร และมีคนยอมจ่ายเพื่อคุณค่านั้นหรือไม่
เมื่อพิสูจน์คุณค่าได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการพัฒนารูปแบบรายได้และวางระบบที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต
Passion จึงควรพัฒนาไปจากคำว่า “เราชอบทำสิ่งนี้” สู่คำถามว่า “ผู้อื่นได้รับคุณค่าอะไรจากสิ่งที่เรารัก”
ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟสเปเชียลตี้ที่สามารถต่อยอดความรัก ความรู้ และรสนิยมด้านกาแฟไปสู่ประสบการณ์ของลูกค้า ชุมชนผู้สนใจ สินค้าภายใต้แบรนด์ และช่องทางรายได้ที่หลากหลาย
ในมุมของ ดร.ดนัย Inspiration Economy คือกระบวนการเปลี่ยนความคิดและแรงบันดาลใจให้กลายเป็นประสบการณ์ สินค้า บริการ และท้ายที่สุดคือมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมและทักษะอยู่แล้ว ทั้งด้านอาหาร งานฝีมือ ศิลปะ การบริการ สุขภาวะ และความสามารถในการประยุกต์สิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงและต่อยอดทุนเหล่านี้ให้เกิดโอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้น
อาหารไทยสามารถต่อยอดจากร้านอาหารไปสู่ธุรกิจของเชฟ คอนเทนต์ การท่องเที่ยว วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์การทำอาหาร และชุมชนระดับโลก เช่นเดียวกับมวยไทยที่สามารถขยายไปสู่การออกกำลังกาย วัฒนธรรม การท่องเที่ยว แฟชั่น ความบันเทิง และการศึกษา
“ทุนของไทยจึงอาจไม่ได้ขาดอะไร แต่สิ่งที่เรายังขาด คือ ความสามารถในการเชื่อมโยงทุนเหล่านั้นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับโลก”
คำถามสำหรับธุรกิจไทยจึงต้องขยับจาก “เราจะขายอะไรให้โลก” ไปสู่การสร้างช่องทางให้ผู้คนเข้ามาสัมผัส เข้าใจ และเห็นคุณค่าของเรื่องราวแบบไทย พร้อมพัฒนาโอกาสทางธุรกิจจากคุณค่านั้น
แนวคิดทั้งหมดนำกลับมาสู่คำถามสำคัญว่า หากองค์กรต่างๆ สามารถใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์ข้อมูล และมองเห็นแนวโน้มในอนาคตได้ใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบในเกมถัดไปจะอยู่ตรงไหน
ดร.ดนัยอธิบายบทบาททั้งสามในกรอบแนวคิดนี้ว่า Future Playmaker คือผู้มองเห็นเกมถัดไป Category Creator คือผู้สร้างเกมใหม่ ส่วน Market Maker คือผู้ทำให้เกมนั้นเกิดขึ้นจริง
การทำให้ตลาดเกิดขึ้นจริงหมายถึงการสร้างพื้นที่ให้ลูกค้า พันธมิตร ครีเอเตอร์ ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทร่วมกัน จนคุณค่าที่ธุรกิจต้องการส่งมอบได้รับการยอมรับและสามารถเติบโตต่อได้
บทบาทของ Market Maker จึงครอบคลุมทั้งการเข้าใจความต้องการของตลาด การสร้างบริบทใหม่ และการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาร่วมสร้างคุณค่าไปด้วยกัน

ท้ายที่สุด ดร.ดนัยทิ้งมุมคิดถึงเกมธุรกิจในอนาคตไว้ว่า
“อนาคตอาจไม่ได้เป็นของธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด
หากเป็นของธุรกิจที่ทำให้คนอื่นอยากเติบโตไปพร้อมกับอนาคตที่ตนกำลังสร้าง”





