'รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส' SCG จัดทัพรับความท้าทายใหม่
07 Apr 2022

 

2022 กลับเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะปัจจัยลบที่มาแรง อย่างสงครามรัสเซีย และยูเครน ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก พร้อมทั้งส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อ ในฐานะที่ 'เอสซีจี' คือ องค์กรชั้นนำของประเทศไทยที่ขยายฐานธุรกิจในระดับภูมิภาคจะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ และจะต้องปรับตัวอย่างไร

 

คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในฐานะเบอร์ 1 ขององค์กรชั้นนำของประเทศและระดับภูมิภาคได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจถึงการรับมือกับความท้าทายครั้งใหม่ที่ถาโถมมานับแต่ต้นปีนี้

 

@_ความท้าทายครั้งใหม่ที่เกิดตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน 'เอสซีจี' รับมืออย่างไร

 

ตอนนี้สถานการณ์ที่เราเผชิญกันประกอบด้วย สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นสองปีก็ยังไม่จบดีเลย เราก็ต้องมาเจอกับสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาวะเงินเฟ้อ, ปัญหาภาวะโลกร้อน และกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยว่าจะปรับตัวขึ้นหรือไม่ ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกัน

 

สำหรับสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้นแบ่งได้เป็น 4 เรื่องนั่นคือ 1) สถานการณ์จริงๆ ในยูเครน 2) มาตรการคว่ำบาตร (Sanction) ทั้งในส่วนของสินค้าและตัวบุคคลหลายๆ ส่วนของรัสเซีย จากประเทศในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ 3) ต้นทุนพลังงาน ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก โดยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน 1 ใน 4 ของดีมานด์น้ำมันที่มีอยู่ในสหภาพยุโรป อีกทั้งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 3 ดังนั้น สงครามที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงมีผลกระทบกับโลกค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาคือ เงินเฟ้อ 4) ภาวะเศรษฐกิจ ทั้งด้านความต้องการที่เกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยทั้งในยุโรป อเมริกา เอเชีย

ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามดังกล่าวจึงทำให้เกิดทั้งปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาพลังงาน ที่สำคัญ เงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย - ยูเครน นั้นไม่ใช่เงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการสินค้า/บริการที่เพิ่มขึ้น หากแต่เป็นเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศที่ต้องใช้พลังงานมากและมีการพึ่งพาพลังงานมากก็ต้องมีการนำเข้าก็จะได้รับผลกระทบที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม ภาคการส่งออก ซึ่งบางธุรกิจใช้ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ หรือบางธุรกิจที่ใช้ถ่านหินด้วยก็จะได้รับผลกระทบมากทีเดียว อย่างราคาน้ำมัน Brent ที่ตอนนี้ปรับขึ้นไปเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี ราคาของถ่านหินก็เช่นเดียวกันราคาขึ้นไปมากกว่า 2 เท่า

นี่คือความท้าทายที่ธุรกิจต่างๆ จะต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งอาจจะหนักใจกว่าภาวะปกติ เพราะยังไม่ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ก็มาเจอสถานการณ์นี้เข้าไปอีก ทำให้ธุรกิจต่างๆ อาจจะควบคุมอะไรไม่ได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้

           

@_จากสถานการณ์ที่ใกล้ตัวมากขนาดนี้ เรากังวลกับเรื่องอะไรหรือไม่

'ความกังวล' ที่มีก็จะแบ่งเป็นผลกระทบสองเรื่อง นั่นคือ 'รุนแรงแค่ไหน' และ 'อยู่นานขนาดไหน'  

ในส่วนของความรุนแรง: เฉพาะบ้านเราโควิด-19 ยังอยู่ในใจเรากันอยู่เลย ตอนเกิดโควิด ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนประมาณ 15% ของ GDP ในบ้านเรากระทบทันที โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวขาเข้า ในส่วนของราคาน้ำมันเฉลี่ยของปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 60 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คิดเป็น 5% ของ GDP ในบ้านเราสมมติว่า ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 100 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรลก็เท่ากับเกือบ 2 เท่าของปีก่อนหน้า

แล้วหากตั้งสมมติฐานว่า ถ้าราคานี้คงอยู่ก็จะทำให้สัดส่วนของพลังงานน้ำมัน หรือราว 10% ของ GDP ในประเทศไทย แล้วเมื่อรวมกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีสัดส่วน 15% ของ GDP ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ภาคการส่งออกมีการใช้น้ำมันในส่วนของการผลิต และส่งออก ซึ่งก็จะหักลบในส่วนตรงนี้ทำให้เกิดผลกระทบไม่ถึง 10% หรือแค่ครึ่งเดียว ดังนั้น ถ้าประเมินก็คิดว่า ผลกระทบคงไม่น่าจะรุนแรงเหมือนกรณีโควิด-19

ในส่วนของเงื่อนเวลา:เมื่อเทียบผลกระทบของสงครามกับโควิด-19 สถานการณ์สงครามอย่างไรก็คงต้องจบด้วยความพยายามที่จะให้จบจากหลายๆ ฝ่าย เพราะหลายชาติก็พยายามทำให้สถานการณ์ดีขึ้น  ดังนั้น เรื่องความรุนแรงคงไม่เท่ากับโควิด-19 เมื่อสองปีที่แล้วที่บางรายยังไม่พื้นตัวเลย เมื่อมีปัญหาอื่นๆ ข้างต้นเพิ่มขึ้นมาจึงทำให้ดูมีความนรุนแรงมากขึ้น

สำหรับ 'เงื่อนเวลา' ถ้าดูในส่วนของการลงทุนที่มีการจำลองสถานการณ์ของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละสถานการณ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ใช้เป็นตัวแปรและมีราคาแตกต่างกันมากตั้งแต่ 100 - 200 เหรียญ/บาร์เรล ผมก็คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่แตกต่างกันมาก ซึ่งตรงนี้ คือ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

แม้จะมีความท้าทายเช่นนี้ บางคนถามผมว่า ทำไมยังยิ้มได้อยู่ก็ต้องบอกว่า ในด้านหนึ่งเราก็ผ่านวิกฤติกันมา และยังไม่แข็งแรงมากนัก ทว่า ในอีกด้านหนึ่งนั้น เราก็รู้แล้วละว่า เราจะต้องรับมือวิกฤติที่เราไม่เคยเจอมาก่อนแบบนี้ ในชีวิตผมก็ไม่เคยเจอทั้งโควิด-19 หรือสถานการณ์อย่างรัสเซีย - ยูเครนมาก่อน แต่เรารู้ว่า เราต้องรับมือกับการบริหารความเสี่ยง

'ความเสี่ยง' ที่พูดถึง ตรงนี้ก็คือ เราจะทำอย่างไรจึงจะมีความมั่นใจว่า จะทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ ถึงแม้จะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงาน การดูแลโซ่อุปทาน ทำอย่างไรให้มีของที่ต้องใช้ในการผลิต เพราะรัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 หรือ 3 ของโลก เพราะฉะนั้น บางธุรกิจที่ยังต้องใช้ถ่านหิน หรือเชื้อเพลิงเป็นพลังงานอยู่ก็ต้องดูให้มั่นใจว่า มีวัตถุดิบในการผลิตสินค้าด้วยต้นทุนราคาที่เหมาะสม

 

สำหรับเอสซีจี ธุรกิจหลักของเรา คือ เคมีภัณฑ์ ที่มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมในพอร์ต น้ำมันที่เราใช้ 'นาฟต้า ซึ่งเป็นน้ำมันประเภทหนึ่ง และมีราคาเชื่อมโยงกับตลาดโลก ธุรกิจเคมีภัณฑ์มีนาฟต้าเป็นวัตถุดิบหลักในเมื่อต้นทุนราคาน้ำมันจาก 70 เหรียญ/บาร์เรลเป็นกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล ขึ้นเกือบเท่าตัวก็ย่อมมีผลกระทบอย่างรุนแรงมาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนพูดว่า สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนทั้งที่ดูเหมือนจะอยู่ไกล ยอดขายที่ส่งออกไปสองประเทศนี้ก็มีสัดส่วนแค่ 1-2% แต่ว่าผลกระทบของเรื่องนี้มาจากต้นทุนราคาน้ำมันและต้นทุนราคาวัตถุดิบ ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงตามมาคือ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ซึ่งมีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนราว 20% ของต้นทุนรวม ขณะที่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานราว 5%

 

กลยุทธ์พิชิตความท้าทายของเอสซีจี

ระยะสั้น เน้นปิดทุกความเสี่ยง, ยืดหยุ่นปรับตัวตามสถานการณ์ 

ระยะยาว เร่งแนวทาง ESG 4 Plusปรับแผนโครงการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์  

 

@_เอสซีจี มีแนวทางรับมือกับความท้าทายตรงนี้อย่างไร และคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการเพื่อให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้

จริงๆ ก็เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า คือ

1) กระแสเงินสด หนี้ ต้นทุนการเงิน ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยการเงิน เรื่องของกระแสเงินสดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องมีกระแสเงินสดเพียงพอ มีหนี้ไม่มากไปจนเราจัดการไม่ได้ และดูต้นทุนทางการเงิน ต้องดูแลในเรื่องดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม

2) ทำตัวให้เบา ต้องปรับตัวได้ตลอดเวลาจึงจะสามารถผ่านความท้าทายตรงนี้ไปได้  แม้ความท้าทายเช่นนี้จะหนักหน่วง แต่วิธีที่เราทำเสมอๆ คือ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ง่าย หรือ Flexibility กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสินค้า ต้นทุน พลังงาน ราคาสินค้าที่จะต้องปรับตามราคาตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับราคาสินค้าตามต้นทุนราคาน้ำมัน ที่สำคัญ ต้องยืดหยุ่นในลักษณะของการเตรียมพร้อม เป็นการดูสถานการณ์อยู่ตลอด ตรงนี้อาจจะโชคดีที่เราใกล้ชิดกับทางการตลาดมาก ทำให้เราได้เห็นสภาวะตลาดและต้นทุนจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร และโชคดีที่สถานการณ์โควิดเบาลงก็ทำให้เราสามารถดูตรงนี้ได้ ซึ่งในระยะสั้นเราก็ต้องดำเนินการอยู่แล้ว

 

ส่วนในระยะยาว สำหรับงบการลงทุน 8 หมื่นล้านบาทนั้น โดยสรุปคือ 1) โครงการที่ Commit ไปแล้วก็เดินหน้าต่อให้จบ อย่างโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ในเวียดนามที่เป็นงบการลงทุนกว่าครึ่ง และแล้วเสร็จไปกว่า 90%ก็ต้องทำให้จบ 2) โฟกัสกับ  ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero - Go Green - Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ) โดยเฉพาะในส่วนของพลังงาน อย่างการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือ Energy Transition ถือเป็นกลุ่ม Priority สูงต้องให้เดินต่อ หรือต้องเร่งให้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่สะอาดขึ้น ใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงาน Low Carbon ให้มากขึ้น เพื่อมุ่ง Net Zero 2050  เพราะจากสถานการณ์รัสเซีย - ยูเครนยิ่งจะทำให้ทุกคนพยายามที่จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานที่ยั่งยืนให้มากขึ้นกว่าเดิม 3) การซื้อกิจการก็ยังคงเดินหน้าต่อ แต่ต้องทบทวน 4) โครงการลงทุนใหม่ต้องทบทวนเช่นกันว่า จะอยู่ได้หรือไม่ ความต้องการเป็นอย่างไร ฯลฯ

 

 

@_เป้าปีนี้ที่จะเติบโต 10% จะยังคงเป็นเช่นเดิมหรือไม่

เราก็ไม่อยากจะปรับ แต่เนื่องจากมีผลกระทบสองด้าน นั่นคือ 1) ราคา เพราะยอดขายก็คือราคา 2) ปริมาณการขาย เช่น กะว่าจะขาย1,000 เหรียญ/ตันแล้วขายจริงๆ ได้เท่าไร แล้วสองเรื่องนี้มีความไม่แน่นอนสูง และเราก็ยังมองไม่ออกว่า สองอาทิตย์ที่เกิดสงครามนั้นจะมีทิศทางอย่างไร และมองไม่ออกว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาจะมีผลกับราคาสินค้าเท่าไร และตอนนี้ในแง่ความต้องการยังบอกได้ว่ายังมีอยู่ แต่ลักษณะเงินเฟ้อหรือต้นทุนที่สูงขึ้น ความต้องการในระยะถัดไปจะมีผลกระทบอย่างไร ดังนั้น ก็หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในช่วงที่ไม่ไกลเกินไปนัก

             

@_จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะชะลอการปรับราคาสินค้าขึ้นได้ถึงเมื่อไร

ต้องบอกว่า โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตทั้งหมดก็พยายามที่จะชะลอการปรับราคาให้ได้เต็มที่ ต้องเรียกว่า 'ฝืนเต็มที่' แต่หากเป็นต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นก็คงไม่ง่ายที่จะคงราคาไว้ คิดว่าไม่น่าจะสามารถยืนราคาได้นาน เพราะเราก็ไม่ได้เก็บวัตถุดิบไว้นาน แต่สำหรับต้นทุนพลังงานเราก็จะพยายามดีลให้นานที่สุด พยายามที่จะกระทบกับลูกค้าหรือผู้บริโภคให้น้อยที่สุด เพราะไม่ใช่แต่เอสซีจี ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศก็เช่นเดียวกันที่ต่างก็เพิ่งจะผ่านโควิดมาด้วยกัน เราก็พยายามจะต้องไปกันให้ได้ เราก็ต้องพยายามรักษาต้นทุน ประหยัดหรือลดต้นทุนให้ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด   

 

@_เอสซีจี มีแนวทางดูแลโซ่อุปทานของตนเอง เพื่อให้ก้าวข้ามไปด้วยกันอย่างไร

การดูแล ร่วมมือและช่วยกันเพื่อทำให้โซ่อุปทานไปรอดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าเราไม่ดูแลโซ่อุปทานให้ดีเมื่อพ้นจากวิกฤติ เราจะผลิตของ/ขายของอย่างไร ดังนั้น เมื่อเรารอด ธุรกิจไปได้ โซ่อุปทานของเราก็ต้องรอดด้วย ชุมชนก็เช่นกัน เอสซีจีคิดว่า เราอยู่ได้ด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กรเหล่านี้ เราก็จะต้องทำตรงนี้และต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วย รวมทั้งการใช้นวัตกรรม และการลดต้นทุน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ควรทำและได้ผล ทั้งในเชิงธุรกิจ เศรษฐกิจ และปรับปรุงความสามารถของคนที่อยูในโซ่อุปทาน ส่วนชุมชนก็เช่นกันที่จะต้องไปด้วยกันได้ เช่น การมีทักษะ การมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น Re-Skill, Training ฯลฯ หรือการทำให้ชุมชนเหล่านี้มีรายได้มากขึ้น และส่วนใหญ่จะเห็นว่า เรื่องที่ทำตรงนี้จะเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ของชุมชน ตำบล ซึ่งผมคิดว่า ความต้องการเหล่านี้ยังมีอยู่ และยังไปได้อยู่

 

 


บทความจากนิตยสาร คอลัมน์ Extcutive'S Talk ฉบับ 144 April 2022


 

[อ่าน 3,287]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Absolute Group อัด 140 ล้าน เปิดเกม Wellness ใหม่ รับศึกฟิตเนสเดือด ปั้นรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน
เจาะฟีเจอร์ viaim OpenNote หูฟัง AI บันทึก–ถอดเสียง–สรุปประชุมในอุปกรณ์เดียว
“ปานเทพย์” รับตำแหน่งใหม่ คุมลูกค้า–การตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เร่งสร้างการเติบโตจากข้อมูล และความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก
เมื่อ CHAGEE เปลี่ยน “ชา” ให้เป็นภาษาของมิตรภาพ ผ่าน 6 เพื่อนซี้ Bes-Tea Brew Crew
NORSE Republics เดิมพัน Louis Poulsen ดันตลาดแสงเพื่อคุณภาพชีวิต ตั้งเป้าโต 15%
Bar B Q Plaza ปั้น “บาร์บีกอน” สู่ Experience IP เปิด Planet Garden เชื่อมอาหาร–ธรรมชาติ–ครอบครัวยุคใหม่
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved