“รักษ์น้ำจากภูผาสู่มหานที” วิถีรักษ์น้ำจากคนต้นน้ำถึงปลายน้ำ
16 Mar 2018

          “สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งตลอดคือ น้ำคือชีวิต การจะแก้ปัญหาน้ำได้ ต้องทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ของสังคม ของกิจกรรมต่างๆ จุดอ่อนของประเทศไทยคือ เราสร้าง แต่ขาดการวางระบบ ดังนั้น สิ่งที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำของชุมชนสำเร็จได้ คือการต่อเชื่อมกัน” คือข้อคิดจาก ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขานุการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์   ซึ่งกล่าวในปาฐกถาพิเศษ “สถานการณ์น้ำและการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ” ในกิจกรรม “รักษ์น้ำจากภูผาสู่มหานที” ที่จัดขึ้นโดยเอสซีจี

 


          ไม่ว่าชุมชนไหนก็เชื่อมกันด้วยสายน้ำ ดังจะเห็นได้จากการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทางที่เป็นป่าไม้ ระหว่างทางที่เป็นเกษตรกรรมและปลายทางที่เป็นประมง เพื่อสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนแม้เริ่มต้นเมื่อกว่า10 ปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังสามารถทำให้เกิดผลได้อย่างต่อเนื่อง เพราะการส่งต่อองค์ความรู้ และแนวทางการดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนให้เข้าใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง ล้วนแต่ช่วยฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นยังประโยชน์ให้ชุมชนเข้มแข็งยืนหยัดด้วยตัวเอง

 

 


          “18 ล้านบาท” คือรายได้รวมในชุมชนบ้านสาแพะ จ.ลำปาง ในปี 2560 ที่ได้ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรมาเป็นการเกษตรประณีต โดยหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น มะระ เพื่อขายเมล็ดพันธุ์ส่งออกต่างประเทศ จนกลายเป็นเกษตรกรมือหนึ่งด้านการทำเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการร่วมแรงร่วมใจกันขุดสระพวง เพื่อเป็นแหล่งน้ำในหมู่บ้าน โดยคนต้นน้ำ พ่อหลวงคงบุญโชติ กลิ่นฟุ้ง ผู้ใหญ่บ้านสาแพะ หมู่ 3 จ.ลำปาง เล่าว่า แต่เดิมบ้านสาแพะเป็นหมู่บ้านสันเขาที่ประสบปัญหาเรื่องความแห้งแล้ง รวมทั้งไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อวิกฤติหนัก ตนจึงชักชวนชาวบ้านมาทำฝายประชะลอน้ำ จนท้ายสุดเกิดความร่วมแรงร่วมใจ จนนำไปสู่ การสร้างสระพวงในพื้นที่เชิงเขา ซึ่งได้ช่วยแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร โดยขุดสระเพื่อกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่สระแม่ขนาดใหญ่ จัดระบบส่งน้ำไปสู่สระลูก และสระหลาน ตามระดับความสูงของพื้นที่ ทำให้มีน้ำใช้ทำเกษตรกรรมได้ตลอดปี จนปัจจุบันมีสระพวง 7 สระที่เชื่อมกันเป็นระบบ


          “เมื่อชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ จึงเกิดความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนในการเสียสละที่ทำกินบางส่วน ยอมแบ่งที่ดินของตนเองมาใช้เป็นพื้นที่ขุดสระพวงเพื่อใช้น้ำร่วมกัน ทำให้ชุมชนเราสามารถยืนหยัดได้ในทุกวันนี้ และยังคงร่วมมือร่วมใจใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้คุณค่า” พ่อหลวงคงบุญโชติ กล่าว


          ด้านคนกลางน้ำ พิชาญ ทิพย์วงศ์ ผู้ประสานงานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จ.ขอนแก่น เล่าถึงการบริหารจัดการน้ำที่ชุมชนบ้านป่าภูถ้ำ ภูกระแต อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่นว่า “วันนี้เราใช้ความรู้ใหม่ๆ มาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ มีการเก็บข้อมูลเรื่องน้ำ มีเท่าไร ได้มาเท่าไร ปรับวิถีเกษตร เรียนรู้เทคโนโลยี เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ชุมชนที่นี่เคยแล้งมาก ตอนนี้มีน้ำเพียงพอที่จะข้ามแล้ง 4 ปีได้แล้ว เป็นผลจากการที่เราเชื่องโยงเครือข่ายน้ำ โดยเราต้องทำเป็นต้นแบบก่อน ชุมชนอื่นจึงนำไปปรับใช้ได้”

 


          ส่วนของเรื่องราวจากคนปลายน้ำ สำออย รัตนวิจิตร ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลเนินฆ้อ จ.ระยอง เล่าว่า หลายปีมานี้ ทรัพยากรทางทะเลเสื่อมลงจนทำให้สัตว์ทะเลในหลายพื้นที่มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านจนภาครัฐและเอสซีจี ได้ร่วมคิดค้นพัฒนา “นวัตกรรมบ้านปลาจากท่อ PE100” ทำให้สามารถเพิ่มแหล่งทำประมงใกล้ชายฝั่ง สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น“บ้านปลาช่วยให้เรามีจิตอนุรักษ์หวนแหนทรัพยากร ชุมชนต่างร่วมมือกันช่วยปกป้องอนุรักษ์ ไม่จับสัตว์น้ำในเขตอนุรักษ์ เพื่อช่วยส่งต่อความยั่งยืนให้กับลูกหลานต่อไป”


          จากคนต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จากการเชื่อมต่อของคนในชุมชนสู่ชุมชนรักษ์น้ำ จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนไม่ว่าจะอยู่ต้นน้ำหรือปลายน้ำ ที่จะร่วมทำหน้าที่ของตัวเองให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน แม้ในรูปแบบที่ต่างกัน ก็พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจเหล่านี้ไปสู่สังคมวงกว้าง เพื่อให้มีน้ำจากป่าไม้ต้นน้ำ ที่จะสร้างความชุ่มฉ่ำ นำมาซึ่งรายได้ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนทุกชุมชน สู่ปลายน้ำอย่างยั่งยืน

 


          “รักษ์น้ำจากภูผา สู่มหานที” จึงเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการ “รักษ์น้ำ เพื่ออนาคต” ของเอสซีจี ที่สร้างแรงบันดาลใจและร่วมเชื่อมพลังชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ จากฝายชะลอน้ำ สระพวง แก้มลิง สู่บ้านปลา โดยตั้งเป้าขยายการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และจะสร้างให้ครบ 100,000 ฝาย ภายในปี 2020 รวมทั้งจะสร้างสระพวงเพื่อกักเก็บน้ำร่วมกับชุมชนที่มีพื้นที่เหมาะสม ส่วนในพื้นที่กลางน้ำ จะขยายพื้นที่การบริหารจัดการน้ำชุมชนในพื้นราบด้วยระบบแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน และขยายการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศด้วยนวัตกรรมบ้านปลาในพื้นที่ปลายน้ำ ให้ครอบคลุมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และขยายการดำเนินงานไปสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ชุมชนพัฒนาสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะขับเคลื่อนความยั่งยืนให้ประเทศต่อไป             

[อ่าน 2,427]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
CardX ผนึก “เมกาบางนา” ปลุกกำลังซื้อครึ่งปีหลังผ่านแคมเปญ “สุข X4 กิน ช้อป คุ้ม ที่เมกาบางนา”
Eco Island จากไอเดียเยาวชน สู่การขับเคลื่อนโดยชุมชน
MALEE ประกาศพันธกิจ ESG เป็น Growth Engine สร้าง New Era of Wellness นำทรัพยากรเกษตรเหลือใช้ ขับเคลื่อน Upcycling
"แมคโดนัลด์ ประเทศไทย" คว้าสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ต่ออีก 20 ปี ปักหมุดขยายสาขาเท่าตัวภายในปี 2033 สร้างงานกว่า 6,000 อัตรา
"สโคป" ขึ้นแท่นแบรนด์ Ultra Luxury อันดับ 1 ดัน สโคป หลังสวน ปิดขาย 2 ห้องนอน 100% สวนกระแสเศรษฐกิจ
Xiaomi EV เผยโฉม ‘SkyNomad’ ซีรีส์รถยนต์ SUV พื้นที่กว้างสุดอัจฉริยะ ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ดั่งใจ
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved