กรุงศรีประกาศผลกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 31.74 พันล้านบาท มุ่งเน้นกลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ
21 Jan 2026

 

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) รายงานผลประกอบการสำหรับปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 31.74 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ท่ามกลางความท้าทายของสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน ในปี 2568 กรุงศรีดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อรักษาคุณภาพของสินทรัพย์ ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อ เติบโต 1.7% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 2.7% นอกจากนี้ การขยายตัวของสินเชื่อยังเกิดจากการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจที่ลดลง ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสินเชื่อรายย่อยหดตัวลง

 

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับปี 2568

  • กำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% หรือ 2,039 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ในครึ่งหลังของปี
  • เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.7% หรือจำนวน 32,779 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ได้รับจากการรวมงบการเงิน (Consolidation) ของ TIDLOR กอปรกับการเติบโตของเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อมปรับลดลง
  • เงินรับฝาก ลดลง 4.8% หรือจำนวน 86,901 ล้านบาท จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุก ท่ามกลางสภาวะที่เงินให้สินเชื่อเติบโตต่ำ
  • ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาที่ 4.35% จาก 4.28% ในปีก่อนหน้า เป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุกของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการรวมพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงจาก TIDLOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แม้ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะอ่อนตัวลง
  • รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 14.1% หรือ 6,402 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และหนี้สูญรับคืน
  • อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 47.0%  
  • อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.26% เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 227 เบสิสพอยท์ สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง  ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 126.9%
  • อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.69% เทียบกับ 19.38%
    ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567

 

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับปีนี้ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไม่เต็มศักยภาพ” 

 

นายเคนอิจิให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจว่า “คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ และลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงปัจจัยความท้าทายทั้งในเชิงวัฏจักรและ
เชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 35.5 ล้านคน และแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว โดยถูกจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการใช้จ่ายในประเทศที่ไม่แข็งแรง”

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.93 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.74 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.65 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336.60 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.69% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.41%

 

[อ่าน 112]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เคทีซีตอบโจทย์โลกการทำงานของ Gen Z ผ่านโครงการ “KTC COOP” 
เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่
WASH ผู้นำร้านสะดวกซัก เผยยุทธศาสตร์ใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมสู่มาตรฐาน “Olympic”
เปิด 9 ไฮไลต์ พลิกโฉม เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า สู่ The New Soul of Pinklao
ทีทีบี รายงานกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4
ทรูนำสัญญาณมือถือสู่บ้านเลาสูนอก เปิดประตูคุณภาพชีวิต ยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนชุมชนชายขอบดอยลำปาง
ซีพีแรม ผนึกกำลัง กระทรวงแรงงาน เปิดเวทีสร้างงานคุณภาพ ในมหกรรม “JOB EXPO THAILAND 2026”
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved