
ในโลกปัจจุบัน กระบวนการสื่อสารเพื่อการรณรงค์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ภาครัฐและองค์กรต่างๆ ก็ได้นำแนวคิดการสื่อสารเชิงการตลาดมาใช้เพื่อสร้างการรับรู้ ส่งเสริมความเข้าใจ และขับเคลื่อนกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นระบบ
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการเผยแพร่หัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก นอกจากจะสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชนจำนวนมากแล้ว ยังช่วยรักษาและสืบสานภูมิปัญญางานฝีมือไทยที่เกือบจะสูญหายให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง ทั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการนี้จนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ความสำเร็จของศิลปาชีพไทยไม่เพียงเกิดจากกระบวนการพัฒนาเทคนิคและคุณภาพงานฝีมือ แต่ยังมาจากการวางแผนและการสื่อสารเชิงรณรงค์อย่างเป็นระบบ การนำมรดกวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรและประชาชน พร้อมทั้งฟื้นฟูงานหัตถกรรมแขนงต่างๆ ให้มีชื่อเสียง เป็นที่ชื่นชม และเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นยุทธวิธีการสื่อสารที่สำคัญและควรค่าแก่การศึกษาสำหรับผู้สนใจด้านการจัดการสื่อสารและการตลาด
ด้วยวิสัยทัศน์และพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ทรงทำให้ศิลปาชีพไทยไม่เพียงคงอยู่ แต่ยังเติบโตและส่องประกายในระดับสากล เป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จของการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ปวงชนชาวไทย

ความเป็นมาของศิลปาชีพไทย
ประเทศไทยเป็นดินแดนเอกราชที่ประชาชนอาศัยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาช้านาน วิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นสะท้อนความอบอุ่นและการสืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ตามคำกล่าวที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทำให้ชีวิตผู้คนผูกพันกับการเกษตร ซึ่งถือว่าอาชีพเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แม้ภาคอุตสาหกรรมจะเข้ามามีบทบาท แต่ความสำคัญของงานเกษตรยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ
ในอดีต เมื่อพ้นเวลางานไร่ งานนาก็ยังไม่เคยปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ พ่อบ้านแม่เรือนสร้างสรรค์งานหัตถกรรม เช่น งานทอ เครื่องจักสาน ปั้น แกะสลัก ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ในช่วงว่างจากการเกษตร กิจกรรมเหล่านี้ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนและกลายเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามามากขึ้น แต่หากมีผู้สืบสานและสนับสนุนให้เห็นคุณค่า มรดกทางวัฒนธรรมก็สามารถคงอยู่และเติบโตได้ เช่นเดียวกับที่ประชาชนไทยซาบซึ้งในพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงให้ความห่วงใยและดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างไม่ทรงย่อท้อ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “พระแม่มิ่งขวัญของปวงชน” นับเป็นผู้ร่วมปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างใกล้ชิด ทรงส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการสร้างประโยชน์ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชนเกิดความผาสุก


หนึ่งในโครงการที่ทรงริเริ่มและประสบความสำเร็จอย่างสูง คือ โครงการศิลปาชีพพิเศษ ซึ่งมุ่งส่งเสริมอาชีพเสริมแก่ชาวไร่ชาวนาในพื้นที่ห่างไกล โดยนำวัสดุในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นงานศิลปหัตถกรรม เช่น กระเป๋า หมวก รองเท้า และที่ใส่ผลไม้ ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นบ้านและสืบทอดภูมิปัญญาไทย
พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังรวมถึงการติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด ทรงจัดหาครูผู้สอน อุปกรณ์ วัสดุ รางวัลผู้มีผลงานดี และตลาดจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพหลักจากการเกษตร พร้อมอาชีพเสริมจากศิลปหัตถกรรม
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เพื่อสงวนรักษา สนับสนุน ปรับปรุง และฝึกอบรมด้านศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ให้เป็นอาชีพเสริมแก่ชาวไร่ชาวนาในยามว่างจากฤดูทำนา หรือในกรณีผลผลิตเสียหาย โดยมูลนิธิฯ ยังคงดำเนินงานภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมรับการสนับสนุนจากประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ศิลปาชีพไทยจึงไม่เพียงรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในทุกภูมิภาคจนถึงปัจจุบัน
จากการพัฒนายั่งยืนสู่กระบวนการทางการตลาด
ระหว่างเสด็จเยี่ยมราษฎร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงค้นพบว่า ประชาชนในทุกท้องถิ่น แม้มีระดับการศึกษาไม่สูงนัก แต่กลับมีฝีมือโดดเด่นในงานหัตถกรรมหลายชนิดที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ดังนั้นพระองค์จึงได้พระราชทานพระราชดำริในการสนับสนุนอาชีพเสริมแก่ราษฎรที่ทำมาหากินไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่เต็มที่
พระองค์ทรงเน้นให้กิจกรรมสร้างอาชีพเสริมสอดคล้องกับลักษณะพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่น เจ้าหน้าที่โครงการจึงทำการศึกษาทรัพยากรในพื้นที่ และนำวัตถุดิบธรรมชาติมาใช้ในการประดิษฐ์งานหัตถกรรม เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชน นอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของราษฎรแล้ว โครงการยังช่วยลดแรงกดดันด้านแรงงานในเมืองใหญ่ ป้องกันปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาว
ด้วยแนวคิดนี้ การพัฒนาศิลปาชีพและอาชีพเสริมจึงไม่เพียงเป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาและสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนกระบวนการทางการตลาดที่ชาญฉลาด คือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสร้างคุณค่าแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภคไปพร้อมกัน
กระบวนการผลิตศิลปาชีพ
ในระยะแรก มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษเป็นผู้จัดดำเนินงานตามโครงการศิลปาชีพพิเศษ โดยโครงการได้แผ่ขยายออกไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง โดยแต่ละภูมิภาคมีการฝึกอบรมและผลิตงานศิลปหัตถกรรมที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์ท้องถิ่น ดังนี้
นอกจากนี้ ในฐานะสภานายิกาสภากาชาดไทย พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดโครงการฝึกอบรมศิลปาชีพสำหรับผู้ลี้ภัยจากอินโดจีน ณ บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด เพื่อให้ผู้ลี้ภัยมีอาชีพและสามารถเลี้ยงชีพตนเองในพื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่


ศูนย์กลางการฝึกหัดศิลปาชีพ ณ สวนจิตรลดา
โรงฝึกงานศิลปาชีพในกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ภายในบริเวณสวนจิตรลดา ถนนราชวิถี โดยเริ่มจากพระราชดำริที่จะส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมแก่ราษฎรไทยเพื่อเพิ่มรายได้และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่กำลังจะเสื่อมสูญ ในระยะแรกใช้เต็นท์ข้างตึกกองราชเลขานุการในพระองค์เป็นสถานที่เรียน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดอาหารพระราชทานและค่าเบี้ยเลี้ยงรายสัปดาห์แก่สมาชิกรุ่นแรก
ต่อมา ด้วยจำนวนสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้น พระองค์ทรงคัดเลือกสมาชิกจากครอบครัวราษฎรยากจนทั่วประเทศให้เข้ามาเรียนศิลปาชีพที่สวนจิตรลดา และโปรดเกล้าฯ ให้ขยายศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ จนสถานที่เรียนเดิมไม่เพียงพอ จึงสร้างอาคารศิลปาชีพถาวรขึ้นข้างตึกกองราชเลขานุการฯ โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
สมาชิกศิลปาชีพมาจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นักเรียนผู้หญิงโปรดเกล้าฯ ให้พักอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในและมีรถรับส่ง ส่วนผู้ชายมีบ้านพักใกล้สถานีจิตรลดา ทั้งยังได้รับเงินเดือนตามระดับฝีมือ และเงินพระราชทานประจำปีเป็นรางวัลผลงานและพิจารณาความประพฤติ
โครงการศิลปาชีพพิเศษ ณ สวนจิตรลดาจึงกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนและการผลิตงานศิลปหัตถกรรมของราษฎรไทยจากทั่วประเทศ สืบสานภูมิปัญญาและสร้างอาชีพเสริมอย่างยั่งยืน
วัตถุดิบและการทำบรรจุภัณฑ์
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระปรีชาและเห็นการณ์ไกลอย่างยิ่ง ทรงวางโครงการศิลปาชีพให้เป็นระบบครบวงจร ทั้งการผลิตงานหัตถกรรมและการจำหน่าย โดยทรงโปรดให้ฝึกนักเรียนศิลปาชีพทุกแผนกให้สามารถทำงานได้ครบทุกขั้นตอน
ในด้านวัตถุดิบ พระองค์ทรงให้ผู้เรียนรู้จักนำวัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น เศษผ้าไหม กระดาษสา มาประดิษฐ์เป็นบรรจุภัณฑ์หรือกล่องสำหรับสินค้าศิลปาชีพ เพื่อเพิ่มคุณค่าและความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะแก่การจำหน่าย นับเป็นการส่งเสริมการขายในตัวเอง พร้อมสอนวิธีการทำ Packaging อย่างครบถ้วนตามหลักการตลาด
โรงฝึกงานศิลปาชีพสวนจิตรลดา เปิดทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน และปิดในวันอาทิตย์ โดยในวันเสาร์บางครั้ง พระองค์โปรดให้มีการฉายภาพยนตร์ พาไปทัศนศึกษา หรือเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างทัศนคติและความรู้รอบด้านแก่ผู้เรียน ไม่จำกัดเพียงงานฝีมือ แต่รวมถึงเรื่องสังคมและวัฒนธรรมด้วย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเชื่อมั่นว่าชาวนาชาวไร่ไทยมี “สายใยช่าง” อยู่ในตัว ดังนั้นพระองค์จึงทรงเลือกผู้เรียนจากครอบครัวชาวนา ชาวไร่ที่ยากจน มีลูกหลายคน และไม่ใช่แรงงานหลักของครอบครัว โดยพิจารณาความเหมาะสมตามสภาพครอบครัวและภูมิประเทศ เพื่อให้เมื่อกลับไปยังท้องถิ่นของตน สามารถนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาผลิตงานหัตถกรรมและสร้างอาชีพต่อไปได้อย่างยั่งยืน

การสร้างแรงจูงใจ
ในระยะแรก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงคัดเลือกสมาชิกจากครอบครัวของข้าราชบริพารจำนวน 10 คน เข้ารับการเรียนและฝึกหัดการทอผ้าและจักสานไม้ไผ่ หลังจากที่อาคารเรียนและฝึกหัดถาวรสร้างสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกสมาชิกเพิ่มเติมจากครอบครัวราษฎรที่ยากจนในชนบทเข้ามาเรียนและฝึกหัดงานศิลปหัตถกรรมแขนงต่าง ๆ
ด้วยพระราชกรณียกิจนี้ งานศิลปาชีพจึงขยายตัวอย่างกว้างขวาง มีการจัดตั้งโรงฝึกศิลปาชีพในหลายภูมิภาค อาทิ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์ในเขตพระราชฐานของพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ศูนย์ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส รวมถึงหมู่บ้านแม่ต๋ำ จังหวัดลำปาง เป็นต้น
สมาชิกของโครงการซึ่งมีจำนวนมากกว่า 20,000 คน ได้รับการฝึกอบรมในหลายแผนก เช่น แผนกถมเงินและถมทอง แผนกช่างเครื่องเงินและเครื่องทอง แผนกเขียนลาย แผนกคร่ำ แผนกจักสานย่านลิเภา แผนกจักสานลายขิด แผนกตกแต่งด้วยปีกแมงทับ แผนกทอผ้าไหม แผนกทอจก แผนกทอพรม แผนกปักผ้า แผนกดอกไม้ประดิษฐ์ แผนกตัดเย็บ แผนกแกะสลักไม้ แผนกแกะหนังตลุง แผนกแกะสลักหินอ่อน แผนกปั้น แผนกลายปูนปั้น แผนกบรรจุภัณฑ์ แผนกช่างไม้ และแผนกช่างหวาย เป็นต้น
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมิได้ทรงเป็นเพียงผู้ริเริ่มและจัดหาครูผู้ชำนาญมาฝึกอบรมสมาชิก หรือทรงรับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เท่านั้น แต่ยังทรงติดตามความก้าวหน้าของมูลนิธิอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่เสด็จฯ เยี่ยมโรงฝึกศิลปาชีพตามภูมิภาคต่าง ๆ พระองค์จะทรงตรวจสอบชิ้นงานของผู้ฝึกอย่างละเอียดด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งพระราชทานคำแนะนำเพื่อให้สามารถผลิตชิ้นงานคุณภาพดีตามความต้องการของตลาด
ผู้ที่สร้างผลงานสวยงามและโดดเด่นจะได้รับพระราชทานรางวัลพิเศษเพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมกับทรงกำหนดราคาผลงานอย่างเป็นธรรม เงินที่ได้จากการจำหน่ายผลงานของมูลนิธิศิลปาชีพจะถูกนำไปหมุนเวียนใช้เพื่อการสร้างและขยายการผลิตต่อไปอย่างยั่งยืน
การตลาดของศิลปาชีพ
อีกประเด็นหนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมิได้ละเลยคือเรื่องการตลาด พระองค์ทรงตระหนักว่า การผลิตงานหัตถกรรมโดยปราศจากตลาดรองรับจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามพระราชประสงค์ได้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงเปิดตลาดสินค้าศิลปาชีพ และทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วยพระองค์เอง
พระองค์และพระราชธิดาจะทรงฉลองพระองค์ตัดเย็บด้วยผ้าไทยหลากหลายชนิด เช่น ผ้าไหม มัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าฝ้าย ผ้าปักชาวเขา และผ้าทอศรีสัชนาลัย รวมถึงทรงใช้กระเป๋าที่ผลิตจากย่านลิเภา ผลจากพระราชกรณียกิจนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง
ตลาดต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงให้ความสนพระทัย โดยในคราวเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อรับการรักษาโรคภูมิแพ้ พระองค์ได้ทรงนำผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพไปจัดแสดง เพื่อเผยแพร่งานหัตถกรรมไทยและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ผลปรากฏว่านักธุรกิจและเจ้าของกิจการสหรัฐฯ สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิฯ เป็นจำนวนมาก
ในปีเดียวกันนั้น เมื่อเสด็จฯ เยือนประเทศญี่ปุ่น พระองค์ได้ทรงนำผ้าไหมมัดหมี่ กระเป๋าย่านลิเภา และสินค้าหัตถกรรมอื่น ๆ ไปจัดแสดงที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อเปิดตลาดและเผยแพร่ให้ผ้าไหมมัดหมี่ถูกนำไปใช้ตัดชุดกิโมโน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถยังได้นำผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพไปจัดแสดงในสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ในโอกาสที่เสด็จฯ เพื่อรับรางวัลจากมูลนิธิเด็ก และเมื่อเสด็จฯ เยือนประเทศฝรั่งเศส ก็ทรงนำงานศิลปาชีพไปเผยแพร่เช่นกัน
ในโอกาสนี้ นายกเทศมนตรีนครปารีสได้กราบบังคมทูลขอให้มูลนิธิศิลปาชีพนำผลงานของสมาชิกไปเผยแพร่เป็นนิทรรศการทางศิลป์ ณ หอไอเฟล ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อของฝรั่งเศส โดยชื่องานว่า “สมบัติศิลป์แผ่นดินไทย” (Thailand Treasure of Handicrafts) พระองค์ได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานด้วยพระองค์เอง โดยมีมาดามชีรัก ภริยาประธานาธิบดีฝรั่งเศสเข้าร่วมงานด้วย

กระบวนการจัดการรณรงค์สื่อสารเพื่อการเผยแพร่
กิจกรรมความเคลื่อนไหวของศิลปาชีพได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากสื่อมวลชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีการนำเสนอข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพระราชกรณียกิจหรือความเคลื่อนไหวของศิลปาชีพที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
ความสำเร็จด้านการรณรงค์เผยแพร่นี้มิได้เกิดขึ้นเพียงจากการประชาสัมพันธ์ข่าวสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำมาเป็นกรณีศึกษาได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ การจัดการสื่อสารเพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพยังคงคำนึงถึงความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย และรูปแบบของสื่อให้เข้าถึงประชาชนทั่วไปและผู้สนใจในงานหัตถกรรม
ด้วยการจัดกิจกรรมและเผยแพร่ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศิลปาชีพไม่เพียงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ยังสร้างความเข้าใจและความนิยมในงานหัตถกรรมไทย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพสามารถดำรงอยู่และขยายตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ
เมื่อผลงานศิลปาชีพถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ความจำเป็นด้านการตลาดก็ทวีความสำคัญยิ่งขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเป็นแบบอย่างแก่ประชาชน พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่ทำจากผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าปักของชาวไทยภูเขา กระเป๋าทรงถือประดิษฐ์จากย่านลิเภา รวมถึงเครื่องเงินและเครื่องทองฝีมือนักเรียนศิลปาชีพอยู่เสมอ
ก่อนหน้านี้ ประชาชนมักเข้าใจว่าผ้าไหมมัดหมี่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเปลี่ยนแนวความคิดนี้ ด้วยการออกแบบและตัดฉลองพระองค์จากผ้าไทยในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับหลายโอกาส ซึ่งงดงามและน่าชม ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารใช้ผลิตภัณฑ์ฝีมือคนไทยด้วย
ในโอกาสพิเศษ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดแสดงแบบฉลองพระองค์จากผ้าไหมมัดหมี่และนำผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพแทบทุกชนิดออกจำหน่าย ทำให้ผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนไทยเป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง ประชาชนจึงหันมาแต่งกายและใช้ผลิตภัณฑ์แบบไทยกันเป็นจำนวนมาก

การพัฒนาสู่ศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยว
จากผลสำเร็จของโครงการศิลปาชีพพิเศษที่ก่อตัวเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ได้นำไปสู่การก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ นอกเหนือจากศูนย์ศิลปาชีพที่จัดตั้งตามภูมิภาคต่าง ๆ และที่บริเวณด้านหลังพระตำหนักสวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร
การก่อสร้างศูนย์ศิลปาชีพพิเศษบางไทรเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2523 โดยมีพระราชวินิจฉัยเลือกทำเลที่ใกล้กรุงเทพฯ และอยู่ใกล้พระราชวังบางปะอิน เพื่อความสะดวกในการเสด็จฯ มาตรวจเยี่ยมและทรงติดตามงานศิลปาชีพพิเศษ
ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรถูกวางแผนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในบริเวณใกล้เคียงให้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพเสริมจากการเกษตรกรรม และขยายผลการฝึกอบรมไปยังเกษตรกรในจังหวัดอื่น ๆ โดยผู้สนใจสามารถเข้ารับการอบรมตามความถนัดและความสนใจของตนได้
นอกจากนี้ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรยังถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมงานศิลปหัตถกรรมหลายสาขาอาชีพ รวมถึงการสร้างสวนพฤกษชาติ สวนในวรรณคดี และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อยกย่องศิลปวัฒนธรรมไทยให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม ศึกษา และเพลิดเพลิน อีกทั้งมีโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์รวบรวมงานศิลปหัตถกรรมทุกรูปแบบ ทุกยุคสมัยของไทย พร้อมด้วยหอประชุม ห้องบรรยาย ห้องสมุด และห้องจัดแสดงนิทรรศการ รวมถึงการจัดสร้างอุทยานในบริเวณโครงการซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 700 ไร่เศษ
การขยายเครือข่ายและแนวร่วมทางสังคม
เมื่อโครงการศิลปาชีพของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แพร่หลายออกไป ประชาชนเริ่มตระหนักว่า งานของมูลนิธิฯ มิได้มีเพียงเป้าหมายในการสร้างอาชีพเสริมแก่ราษฎรเท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมโบราณของชาติให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ เมื่อใดที่มีศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านใดที่ควรได้รับการสืบสาน ผู้คนจะติดต่อแจ้งมายังมูลนิธิฯ
ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตมหาสารคาม เสนอต่อมูลนิธิฯ ให้ช่วยอนุรักษ์วิชาจักสานไม้ไม่ลายขิด ซึ่งเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของภาคอีสาน โดยพบผู้มีฝีมือเพียงครอบครัวเดียวจากจังหวัดกาฬสินธุ์ มูลนิธิฯ จึงประสานให้มาฝึกสอนและถ่ายทอดวิชา ผลลัพธ์คือสามารถผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ลายขิด เช่น กระเป๋าถือ แจกัน และตะกร้า เป็นต้น
นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาและสถาบันการฝีมือต่าง ๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นแนวร่วมของศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก ทำให้เครือข่ายของโครงการขยายวงกว้างและเข้มแข็งยิ่งขึ้น
การจัดแสดงทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงมุ่งขยายตลาดศิลปาชีพไปสู่ระดับนานาชาติ โดยเชิญนักออกแบบชื่อดังระดับโลก เช่น นายปีแอร์ บาลแมง มาชมการแสดงแบบเสื้อผ้าไหมมัดหมี่ ณ สวนจิตรลดาในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา นายบาลแมงได้ซื้อผ้าไหมมัดหมี่ไปเป็นจำนวนมาก และได้นำกลับมาจัดแสดงแบบเสื้อผ้าไหมมัดหมี่ในประเทศไทย ทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง
นางทากาโกะ คาโนมิ จากประเทศญี่ปุ่น ก็ให้ความสนใจในความงามของผ้าไหมมัดหมี่เป็นพิเศษ จัดงานแสดงชุดกิโมโนตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ในกรุงโตเกียวและเกียวโต พร้อมขอพระราชทานให้ข้าราชบริพารไปแสดงแบบเสื้อผ้าในงาน เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติได้เห็นว่า ผ้าไหมมัดหมี่สามารถตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าตามสมัยนิยมได้อย่างงดงาม
นอกจากนี้ งานศิลปาชีพยังได้รับการจัดแสดงอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในโอกาสเสด็จฯ เยี่ยมสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงในพระตำหนัก ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และชุมชนต่าง ๆ ทำให้ศิลปาชีพไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง


การส่งเสริมทางการตลาดและพัฒนาจุดขาย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพยายามขยายตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพโดยทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ด้วยพระองค์เอง ทรงจัดการแสดงแบบเสื้อจากผ้าไหมมัดหมี่และแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ทำให้มีผู้สนใจผ้าไหมของไทยอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นลูกค้าสำคัญของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามแหล่งการค้าและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ
มูลนิธิฯ ยังได้จัดนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง บางครั้งรัฐบาลเข้าร่วมจัดนิทรรศการศิลปาชีพถวาย ผลปรากฏว่าประสบความสำเร็จทุกครั้ง มีประชาชนไปชมอย่างล้นหลามจนสินค้าที่นำไปจำหน่ายไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ศิลปาชีพกับการตอบรับในระดับสากล
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกา ทรงใช้โอกาสนี้เยี่ยมราษฎรไทยที่ไปพำนักหรือศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา และจัดการแสดงแบบเสื้อจากผ้าไหมมัดหมี่และผ้าปักของชาวเขา พร้อมเปิดแสดงหัตถกรรมไทยจำนวนมาก โดยทรงมีพระราชประสงค์จะเผยแพร่สินค้างานฝีมือของไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ผลปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีนักธุรกิจชาวอเมริกันสนใจสั่งซื้อสินค้าทันที
ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อตอบแทนไมตรีของพระราชวงศ์ญี่ปุ่นและเผยแพร่ศิลปหัตถกรรมไทย ทรงจัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่และผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิฯ เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา ผลงานของมูลนิธิฯ จึงแพร่หลายทั้งในและนอกประเทศ ได้รับความสนใจและความเลื่อมใสจากชาวต่างชาติอย่างมาก
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังเสด็จฯ ไปจัดแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพในเมืองดัลลาส รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อไปยังบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ทรงนำผลิตภัณฑ์ไปเผยแพร่ พร้อมรับเชิญเป็นพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ และต่อมาที่กรุงนิวยอร์ค ทรงได้รับรางวัลด้านมนุษยธรรมจาก Asia Society เพื่อเทิดพระเกียรติในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย
สืบสานศิลปะการแสดงชั้นสูงของชาติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยว่าศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย โดยเฉพาะโขน อาจเลือนหายไป จึงทรงพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปิน เพื่อศึกษาและฟื้นฟูศาสตร์และศิลป์ของการแสดงโขน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา มูลนิธิฯ ดำเนินการฟื้นฟูพัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ หัวโขนและเครื่องประดับทุกชนิด ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้า จัดสร้างฉาก แสงสี และรูปแบบการแสดงให้มีความวิจิตรบรรจง พร้อมส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญฝึกเยาวชนรุ่นใหม่
พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และธำรงมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะโขน ซึ่งจัดแสดงอย่างต่อเนื่องทุกปี ได้รับการตอบรับสูงทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ และในปี พ.ศ. 2561 UNESCO ได้ขึ้นบัญชี “Khon, masked dance drama in Thailand” เป็นรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ แสดงให้เห็นว่าโขนเป็นนาฏกรรมไทยชิ้นเอกที่เป็นที่รู้จักในสากล

สร้างสรร





