
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังผันผวนจากต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรง สิ่งที่ท้าทาย SME มากที่สุดไม่ใช่แค่ “จะขายได้หรือไม่” แต่คือ “จะประคองธุรกิจให้เดินต่อได้ตลอดทั้งปีหรือไม่” แม้ SME จะเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานทั้งประเทศ แต่ SME จำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับความเสี่ยงซ้ำ ๆ ทั้งเรื่องรายได้กระจุกตัว สภาพคล่องสะดุด และการขาดระบบรองรับการเติบโตในระยะยาว finbiz by ttb จึงขอสรุป “4 เสาหลัก” ที่ SME จำเป็นต้องมี เพื่อสร้างความแข็งแรงรอบด้าน
1. รายได้ต้องหลากหลาย ไม่พึ่งตลาดเดียว
การพึ่งพาตลาดเดียวอาจดูง่ายในช่วงเริ่มต้น แต่กลับกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนผันผวนและกำลังซื้อไม่แน่นอน ดังนั้นรายได้ต้อง “หลากหลาย” โดยอาศัยตลาดหลายกลุ่ม ช่วยให้ SME มีรายได้ที่สมดุลขึ้น และสามารถใช้ตลาดหนึ่งประคองอีกตลาดหนึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดที่น่าสนใจ เช่น
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ คือ การกระจายตลาด เพิ่มโอกาสธุรกิจ
2. สภาพคล่องต้องครอบคลุมทั้งก่อน–ระหว่าง–หลังการขาย
ปัญหาคลาสสิกของ SME คือ “มีออเดอร์ แต่รับงานไม่ได้” ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่เพราะเงินสดไม่พอในช่วงที่ต้องลงทุนไปก่อน หรือ เอกสารสำคัญอย่างหนังสือค้ำประกัน (LG) ซึ่งปัจจุบันการรับงานภาครัฐต้องเตรียมหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ (e-LG) ด้วยซึ่งก็อาจเตรียมการไม่ทัน หากไม่บริหารกระแสเงินสด หรือเตรียมเอกสารสำคัญให้คล่องตัวไว้ตั้งแต่เตรียมงาน รับงาน ไปจนถึงช่วงรอรับเงิน ธุรกิจมีโอกาสสะดุด การเข้าถึงสินเชื่อและเครื่องมือการเงินที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และทำให้ SME รับงานได้มากขึ้นกว่าการพึ่งเงินสดเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ คือ การจัดการกระแสเงินสดให้ครอบคลุมทั้งวัฏจักร รวมถึงเอกสารสำคัญที่เป็นหลักค้ำประกันได้
3. ระบบงานต้องเชื่อมต่อ วัดผลได้ พร้อมปรับได้ตลอด
ธุรกิจที่โตต่อเนื่อง ต้องสามารถจัดการกระบวนการหลังบ้านได้มีประสิทธิภาพ การเชื่อมระบบการขาย บัญชี สต็อก และการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนที่มองไม่เห็น และทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก ในช่วงเริ่มต้นอาจใช้ระบบง่ายๆ แต่มีความยืดหยุ่น เมื่อธุรกิจพัฒนาอาจเสริมระบบอัตโนมัติ AI หรือโซลูชันใหม่ ๆ
ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือ ความพร้อมเปิดรับโซลูชันที่เหมาะกับธุรกิจและมีแนวทางการวัดผล
4. พาร์ทเนอร์ที่ดี คือแรงเสริมสำคัญ
พาร์ทเนอร์ด้านการเงิน ที่สามารถเข้าใจจังหวะเงินเข้าออกของธุรกิจ จะช่วยลดโอกาสสะดุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินเข้าใจธุรกิจ SME มากขึ้น และควรเป็นหนึ่งใน “พาร์ทเนอร์หลัก” ที่จะช่วยในเรื่องที่ธุรกิจเจอเป็นประจำ ทั้งก่อนขาย ระหว่างทำงาน และหลังส่งงาน ธุรกิจจะยืนได้มั่นคงกว่าเดิมมาก ถ้ามีพาร์ทเนอร์ด้านการเงินที่เสริมได้ตรงจุด ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ การมองหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะกับ DNA ของธุรกิจ
ทีทีบีมีโซลูชันที่ตอบโจทย์ เพื่อผู้ประกอบการ SME ผู้รับงานจากหน่วยงานของรัฐ เพิ่มโอกาส และเติมศักยภาพให้ธุรกิจ เข้าถึงเงินทุนได้ไวกว่าเดิม สามารถรับงานต่อได้ทันใจ เพิ่มโอกาสการเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ด้วยเงินทุนที่สามารถใช้ได้ทั้งในและต่างประเทศ ไม่พลาดทุกโอกาสในการเข้าประมูลงานภาครัฐ อย่าง สินเชื่อและโซลูชันครบวงจรจากทีทีบี
ครอบคลุม ตอบโจทย์ผู้ประกอบการครบวงจร ตั้งแต่ยื่นประมูลงานภาครัฐจนถึงเงินหมุนเวียนหลังส่งมอบงาน ให้ธุรกิจเดินหน้าได้แบบไม่สะดุด
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเติบโตของ SME ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดขาย แต่คือการสร้างฐานธุรกิจให้แข็งแรงพอจะรับมือกับความไม่แน่นอนในวันข้างหน้า หาก SME สามารถสร้างรายได้ที่หลากหลาย บริหารสภาพคล่องได้ครบวัฏจักร มีระบบรองรับการขยายตัว และมีพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง การเติบโตระยะยาวอย่างมั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป





