
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ แต่การทำงานที่ประสานใกล้ชิดกับภาคเอกชน ทำให้มาตรการต่างๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวคิด “Reinvent Thailand” ที่เน้นการร่วมออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
หนึ่งในกลไกสำคัญคือมาตรการ “Quick Big Win” ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว ผ่านการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และสร้างเอกภาพในการดำเนินงาน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับวินัยการคลังและกรอบการคลังระยะปานกลาง ช่วยเสริมเสถียรภาพและความเชื่อมั่นนักลงทุน
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ หรือ “Connect the Dots” เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ลดปัญหาเงินผิดกฎหมาย และบรรเทาแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
โจทย์ต่อไป: จากตัวเลขเติบโต สู่การสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว
นายผยงมองว่า ความท้าทายสำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง “Trust and Confidence” ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลข GDP ล่าสุด รวมถึงผลการเลือกตั้งที่สะท้อนลักษณะ “Vote of Confidence” แสดงให้เห็นความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและเสถียรภาพทางการเมือง
ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ
ในส่วนภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ “PromptBiz” เพื่อช่วยลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจจริง
เร่งแก้โจทย์โครงสร้าง ฟื้นศักยภาพแข่งขันประเทศ
นายผยงยังระบุว่า การมีทีมบริหารมืออาชีพที่สามารถตัดสินใจบนฐานข้อมูลและอยู่ในกรอบมาตรฐานสากล ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าท่ามกลางความผันผวนได้ โดยโมเมนตัมปลายปี 2568 อาจต่อยอดเป็น “Positive Surprise” ในปี 2569
อย่างไรก็ตาม จุดตั้งต้นที่สำคัญจากนี้ คือการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งความเปราะบางของครัวเรือนจากภาระหนี้สูง การยกระดับความสามารถแข่งขันของ SME การปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต ตลอดจนการเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve
หากการขับเคลื่อนยังคงต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยอาจไม่เพียงแค่ “โตเกินคาด” แต่ยังมีโอกาสพลิกฟื้นบทบาทความโดดเด่นในภูมิภาคได้อีกครั้ง ท่ามกลางบริบทโลกที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย





