

วิกฤติในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ราคาพลังงานโลก แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน โดย SCB EIC ประเมินว่า พืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางสำคัญ คือ ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ยเคมี อุปสงค์จากตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง
สาระสำคัญคือ แม้สินค้าเกษตรบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากราคาสินค้าที่ขยับขึ้นตามตลาดพลังงาน แต่ภาพรวมของ “เกษตรกร” ยังน่าห่วง เพราะต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากน้ำมันและปุ๋ยเคมี จนทำให้ผลบวกด้านราคาถูกหักล้างไปในที่สุด
SCB EIC ระบุว่า หากพิจารณาภายใต้ทั้งกรณีฐานและกรณีรุนแรง เกษตรกรผู้ปลูกพืชทั้ง 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันมากที่สุดคือ “ข้าว” รองลงมาคือ ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา สะท้อนว่าภาคการผลิตต้นน้ำยังเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนโลกอย่างมาก
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการปลายน้ำหรือโรงงานแปรรูป 4 กลุ่ม ได้แก่ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล และโรงงานยางพารา มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากราคาสินค้าที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงานและอุปสงค์โลก โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมีโอกาสได้ประโยชน์เด่นที่สุด จากความต้องการใช้ไบโอดีเซล รองลงมาคือมันสำปะหลังที่เชื่อมโยงกับเอทานอล น้ำตาลที่ได้แรงหนุนจากราคาน้ำตาลโลก และยางพาราที่อาจถูกใช้ทดแทนยางสังเคราะห์
อย่างไรก็ดี ผลบวกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะลดลง เพราะผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิต และต้นทุนขนส่งที่ยังผันผวน โดยเฉพาะ “โรงสีข้าว” ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาเหมือนสินค้าเกษตรชนิดอื่น แต่กลับต้องแบกรับทั้งต้นทุน โลจิสติกส์ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น
มุมที่น่าสนใจคือ วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเท่ากันทุกสินค้า ทำให้การรับมือจำเป็นต้อง “เฉพาะเจาะจง” มากขึ้น โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตานโยบายการเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลโดยตรงต่ออุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ ขณะที่โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องตามทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายส่งเสริม E20 ส่วนโรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านผู้ประกอบการยางพาราควรเร่งกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยงจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว
สำหรับเกษตรกร สิ่งที่ต้องเร่งทำไม่ใช่การรอราคาดีเพียงอย่างเดียว แต่คือการคุมต้นทุนให้แม่นยำ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในภาวะภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน
SCB EIC ยังมองว่า ภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน “อุตสาหกรรมข้าว” ควรได้รับการดูแลก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก ระยะสั้นควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ พร้อมผลักดันเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น เกษตรแม่นยำและปุ๋ยสั่งตัด ส่วนระยะยาวจำเป็นต้องยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา
ท้ายที่สุด บทเรียนจากวิกฤติตะวันออกกลางครั้งนี้ คือ ภาคเกษตรไทยไม่สามารถมองความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกความผันผวนของโลกสามารถส่งผลถึงต้นทุน การค้า และรายได้ในประเทศได้ทันที ผู้ประกอบการที่อยู่รอดได้ จึงไม่ใช่แค่ผู้ที่ผลิตเก่ง แต่ต้องเป็นผู้ที่อ่านเกมโลกขาด ปรับตัวไว และบริหารความเสี่ยงได้แม่นยำด้วย





