
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า
แม้สถานการณ์สงครามมีโอกาสคลี่คลายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า แต่ในระยะสั้น ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย ซึ่งมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและต้นทุนสินค้าในหลายอุตสาหกรรม
กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ ภาคขนส่งและร้านอาหาร ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนพลังงานโดยตรง ขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เช่น พลาสติก พีวีซี และถุงพลาสติก ก็ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ ส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในวงกว้าง
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยไปตะวันออกกลางยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าระวาง ค่าประกัน และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะกรณีต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอีกถึง 2 สัปดาห์ สะท้อนถึงความปั่นป่วนของซัพพลายเชนโลกที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ
“ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่คือการดิสรัปชันของระบบขนส่งทั่วโลก”
บุรินทร์ ระบุ พร้อมชี้ว่าผู้ประกอบการเดินเรือบางส่วนเริ่มชะลอการเดินเรือ หรือเลือกเส้นทางที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ทำให้ความไม่แน่นอนยิ่งเพิ่มขึ้น
ในมุมของข้อเสนอเชิงนโยบาย บุรินทร์มองว่า รัฐบาลใหม่ควรเร่งสร้างความชัดเจนด้าน ความมั่นคงพลังงานและแผนสำรอง เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการขาดแคลนพลังงาน แม้สถานการณ์สงครามจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ช่วงรอยต่อยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างใกล้ชิด
หนึ่งในแนวทางระยะสั้นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือการนำ ถ่านหินกลับมาใช้ชั่วคราว หากจำเป็น เพื่อประคองเสถียรภาพพลังงาน เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เริ่มปรับตัวในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นพลังงานที่เข้าถึงได้ง่ายและได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าในบางช่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม บุรินทร์มองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น “Wake-up Call” สำคัญ ที่ทำให้ทุกประเทศต้องทบทวนโครงสร้างพลังงานของตนเอง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ
ในระยะยาว ไทยควรเร่งเพิ่มสัดส่วน พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอฟิวเอล รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
เมื่อพิจารณาด้านนโยบายเศรษฐกิจ บุรินทร์ประเมินว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่น่าจะกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก เนื่องจากนโยบายหลักยังมีแนวโน้มต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม เพียงแต่อาจมีความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงแรก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ ภาระการคลังจากการตรึงราคาพลังงาน โดยไทยยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่พยายามพยุงราคาน้ำมัน ขณะที่หลายประเทศปล่อยให้ราคาปรับตามตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันในลักษณะ “ขาดดุลซ้อนขาดดุล” ทั้งด้านการคลัง พลังงาน และดุลการนำเข้า เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานในราคาที่สูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้า
แม้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่บุรินทร์เชื่อว่า ระบบเศรษฐกิจโลกและเอเชียแปซิฟิกจะสามารถปรับตัวได้ โดยอ้างอิงบทเรียนในอดีต เช่น วิกฤตน้ำมันปี 1973 ที่แม้จะรุนแรง แต่ท้ายที่สุดซัพพลายเชนก็สามารถปรับสมดุลได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
ท้ายที่สุด ภาคเอกชนมองว่า การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการแทรกแซงราคามากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนสินค้า และบิดเบือนระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแรงกระแทกระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อลดความเปราะบางและเสริมความยั่งยืนให้เศรษฐกิจในอนาคต





