
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา คงคุ้นตากันมาแล้วจากการใช้กลยุทธ์นี้ของค่ายซีพี แอ็กซ์ตร้าที่นำเอาค้าส่งในเครืออย่างแม็คโคร มาเปิดร่วมกันกับโลตัส แบรนด์ค้าปลีกในเครือ โดยโมเดลนี้จะใช้ความเชี่ยวชาญของแต่ละแบรนด์เข้ามาผสานกันเพื่อเพิ่มความแรงในการทำตลาด
หรืออย่างค้าปลีกสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านอย่างไทวัสดุ X BnB ที่นำโมเดลนี้มาทำตลาดก่อน และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะสามารถขยายฐานการทำตลาดจากบรรดาผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับเหมา และช่างมาสู่เจ้าของบ้าน จนส่งผลต่อการเติบโตของยอดขายในช่วงที่ผ่านมา
โดยเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ ‘ไฮบริด โมเดล’ กลายเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมที่ถูกใช้ในการขยายสาขารูปแบบใหม่ๆ ของผู้เล่นในตลาดค้าปลีกของบ้านเรา มาจาก

พันธุ์ไทย X ซับเวย์ คือ อีกตัวอย่างของ Hybrid Model ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการจับคู่ระหว่าง ‘เครื่องดื่ม’ (กาแฟพันธุ์ไทย) กับ ‘อาหารมื้อหลัก’ (Subway) ภายใต้การบริหารของกลุ่ม PTG ที่สะท้อนกลยุทธ์ ‘Win-Win’ ไล่ตั้งแต่

พันธุ์ไทย เริ่มทดลองโมเดล ไฮบริด นี้ในสาขาแรกที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าขยายสาขาในรูปแบบคู่กันจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณ Traffic พร้อมผลักดันจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปิดร้านแบบไฮบริด โมเดล นี้ ยังเป็นการก้าวข้ามไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจ นอน ฟู้ด ของพีที ได้เป็นอย่างดี โดยสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด บอกว่า
"เราไม่ได้มองตัวเองในฐานะร้านกาแฟอีกต่อไป แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภค”
การจับมือกับ ซับเวย์ ครั้งนี้จึงเป็นความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองแบรนด์เข้าหากัน สร้างโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่าย สามารถดึงดูดลูกค้าให้เปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน
ซับเวย์ ส่งมอบความอิ่มอร่อยสุขภาพดีจากอาหารจานหลัก ขณะที่พันธุ์ไทยตอบโจทย์ด้านเครื่องดื่มและช่วงเวลาพักผ่อน ส่งผลให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะ และการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ครบและคุ้มค่าที่สุด พร้อมยกระดับ กาแฟพันธุ์ไทย สู่สากล และยืนเคียงข้าง Global Brand อย่าง Subway ได้อย่างภาคภูมิใจ

ด้านเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า
"ซับเวย์มีพันธกิจในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์ Co-location ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Ecosystem ของทั้งซับเวย์และพันธุ์ไทย เพิ่ม Traffic Sharing ระหว่างสองแบรนด์และยังก่อให้เกิด Hybrid Store Concept รูปแบบใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในแบบที่แต่ละแบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ตามลำพัง”
“ความร่วมมือกับพันธุ์ไทยในครั้งนี้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสองกลุ่มเข้าหากันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการอาหารหลักอย่างแซนด์วิชในชีวิตประจำวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์อยู่แล้ว เข้ากับกลุ่มที่ต้องการเครื่องดื่มรสชาติกาแฟพันธุ์ไทยที่ดื่มได้ทุกวัน
ไม่ว่าจะนั่งผ่อนคลายที่ร้านหรือ Grab & Go ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพในที่เดียว อย่างสะดวกและรวดเร็ว”
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ เป็นอีกภาพสะท้อนให้เห็นถึง ความพยายามในการสร้างการ Synergy กันของธุรกิจในเครือ เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แกกันและกัน โดย Subway เอง จะได้พลังของแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ เป็นตัวช่วยในการผลักดันให้ Subway เองสามารถขยายฐานเข้าหาลูกค้าใหม่ๆ ได้
ขณะเที่พันธุ์ไทย จะเป็นการช่วยเพิ่ม Occasion ใหม่ๆ ในการใช้บริการของลูกค้า ที่ไม่ได้มองแค่การเข้ามาในช่วง Coffee Time อย่างช่วงเช้าหรือบ่าย แต่สามารถสร้าง Occasion ในการใช้บริการได้ตลอดทุกช่วงเวลา

แน่นอนว่า ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่สะดวกและครบครัน อิ่มอร่อยกับขนมปังอบสดใหม่จากซับเวย์และสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทยภายในร้านเดียวกัน ไม่ว่ามื้อเบาๆ ยามเช้า มื้อหลักยามเที่ยง มื้อเร่งรีบก่อนเข้าประชุม หรือมื้อเย็นเน้นผักกับมัทฉะเพื่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ยังส่งมอบความสะดวก สบาย คุ้มค่าให้กับสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์ โดยโมเดลแพคคู่นี้เริ่มต้นนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติ



