
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Quattro Design หรือ ควอตโตร ดีไซน์ ในฐานะผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบภายในระดับลักชัวรีของไทย กำลังเดินหน้าวางทิศทางธุรกิจใหม่ เพื่อเชื่อมโยงตลาด Luxury Living และ Bespoke Interior Design เข้ากับคุณค่าของวัสดุไทยและงานคราฟต์จากชุมชน โดยเฉพาะการนำ “ผ้าไทย” มาตีความใหม่ในฐานะวัสดุงานออกแบบระดับพรีเมียม ไม่ใช่เพียงงานหัตถศิลป์ในกรอบเดิม
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านมุมมองของ คุณเหมี่ยว–พราวพรรณ เลาหพงศ์ชนะ ดีไซน์ไดเรคเตอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Quattro Design ที่มองว่า ตลาดลักชัวรีในปัจจุบันเปลี่ยนจาก “การซื้อของแพง” ไปสู่ “การลงทุนในสิ่งที่มีความหมาย” ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาม แต่ต้องการชิ้นงานที่สะท้อนตัวตน มีเรื่องราว และไม่เหมือนใคร
นี่จึงเป็นจุดตั้งต้นของ Quattro Design ในการผลักดันงานออกแบบที่ผสาน Custom-Made Furniture, Craftsmanship และวัสดุที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดอินทีเรียระดับไฮเอนด์ ซึ่งไม่เพียงสร้างมูลค่าใหม่ให้สินค้า แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชนผู้ผลิตและช่างฝีมือไทยเติบโตไปพร้อมกัน

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ Quattro Design คือการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thailand Gallery ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นความริเริ่มของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงศักยภาพของไทยผ่านงานออกแบบ นวัตกรรม และ Soft Power ในมิติร่วมสมัย
ในโครงการนี้ Quattro Design รับบทบาทในการดูแลการตีความพื้นที่ การจัดวาง และการเล่าเรื่องของเฟอร์นิเจอร์และวัสดุสิ่งทอ โดยเลือกนำ ผ้าย้อมครามดอนกอย ซึ่งได้รับการพัฒนาและต่อยอดภายใต้แนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอ จุดเด่นของผ้าดอนกอยอยู่ที่เนื้อสัมผัส เทคนิคการผลิต และเอกลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ไทยที่มีรากลึกจากภูมิปัญญาชุมชน
แต่แทนที่จะนำเสนอผ้าไทยในรูปแบบเดิม Quattro Design เลือกจับคู่ผ้าไทยกับเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกอย่าง Eichholtz จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และนำมาบุลงบนเฟอร์นิเจอร์ในลักษณะ Sculptural Furniture หรือเฟอร์นิเจอร์เชิงประติมากรรม เพื่อยกระดับผ้าไทยให้กลายเป็นวัสดุงานออกแบบระดับพรีเมียมที่สามารถสื่อสารกับนักออกแบบและลูกค้าลักชัวรีชาวยุโรปได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการสร้างเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ แต่คือการเปลี่ยนมุมมองต่อผ้าไทย จากวัสดุพื้นถิ่นที่คุ้นเคยในบริบทดั้งเดิม ไปสู่ Design Material ที่มี Texture คาแรกเตอร์ และความประณีตลุ่มลึก สามารถยืนอยู่ในพื้นที่ลักชัวรีระดับโลกได้อย่างสง่างาม
คุณพราวพรรณสะท้อนว่า เมื่อผ้าไทยถูกนำเสนอในบริบทที่ถูกต้อง ผู้ชมต่างชาติไม่ได้มองผ้าไทยเป็นเพียงผ้าดั้งเดิม แต่เห็นเป็นวัสดุระดับพรีเมียมที่มีศักยภาพในตลาด Global Luxury Living หากได้รับการตีความและวางจุดยืนทางการตลาดอย่างเหมาะสม
ความน่าสนใจของ Quattro Design ไม่ได้อยู่เพียงการนำผ้าไทยไปวางบนเวทีสากล แต่คือการมองเห็นโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงตลาดมูลค่าสูงเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุ การต่อยอดทักษะการผลิต ไปจนถึงการสร้างคำสั่งซื้อและรายได้ที่ต่อเนื่องให้แก่ช่างทอและผู้ผลิตในท้องถิ่น
ในมุมของ Quattro Design ตลาดที่มีศักยภาพไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกค้าบ้านพักอาศัยระดับบนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี โครงการ Branded Residences บ้านพักตากอากาศส่วนตัว โรงแรมระดับ 5 ดาว ธุรกิจ Hospitality ตลอดจนโครงการตกแต่งภายในแบบสั่งทำพิเศษ ซึ่งล้วนต้องการวัสดุที่มีเอกลักษณ์ มีแหล่งที่มาชัดเจน และสามารถเล่าเรื่องของท้องถิ่นได้อย่างร่วมสมัย
นี่คือจุดที่ Soft Power ถูกทำให้จับต้องได้มากขึ้น เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำเสนอวัฒนธรรมไทยในเชิงภาพลักษณ์ แต่ต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ และตลาดจริงที่สร้างผลตอบแทนกลับไปยังชุมชนผู้ผลิต
Quattro Design จึงวางบทบาทของแบรนด์ในฐานะ “สะพานเชื่อม” ระหว่างช่างฝีมือไทยกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยระดับโลก โดยเชื่อว่ามูลค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อวัสดุพื้นถิ่นถูกนำไปวางในบริบทที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี โรงแรมระดับนานาชาติ หรือรีสอร์ตที่ต้องการงานออกแบบซึ่งมีทั้งความงามและเรื่องราว

อีกหนึ่งแกนสำคัญของ Quattro Design คือแนวคิด “Sustainability in Every Thread” หรือความยั่งยืนที่ถักทออยู่ในทุกเส้นใย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงข้อความทางการตลาด แต่ถูกนำมาเป็นหลักคิดตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุ ไปจนถึงกระบวนการออกแบบ
ผ้าทอที่ Quattro Design เลือกใช้ให้ความสำคัญกับการใช้สีธรรมชาติ เช่น คราม ครั่ง เปลือกไม้ และดินลูกรัง ซึ่งช่วยลดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษ พร้อมรักษาภูมิปัญญาการย้อมสีแบบดั้งเดิมของไทยให้คงอยู่ต่อไป
ในมิติทางสังคม แบรนด์ยังมองว่าความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตของผู้คนในชุมชน จึงสนับสนุนกลุ่มช่างทอและเกษตรกรหญิงในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีรายได้เสริมจากการทอผ้าในช่วงนอกฤดูทำนา ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ และรักษาทักษะงานฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
ขณะเดียวกัน เส้นใยธรรมชาติอย่างฝ้ายและไหมยังมีคุณสมบัติย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติกตกค้างในระบบนิเวศ สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคลักชัวรีทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิต
สำหรับ Quattro Design ความยั่งยืนจึงไม่ได้แยกออกจากความหรูหรา แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิยามลักชัวรียุคใหม่ ความงามที่แท้จริงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ผู้ใช้มองเห็น แต่รวมถึงคุณค่าที่ส่งต่อไปยังชุมชนผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม และระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว

หลังจากสร้างการรับรู้ในเวทีนานาชาติ ผลงานเฟอร์นิเจอร์ชิ้นมาสเตอร์พีซจากโครงการ Thailand Gallery ณ กรุงเฮก ได้ถูกนำกลับมาจัดแสดงแบบเอ็กซ์คลูซีฟในประเทศไทย ณ โชว์รูม Quattro Design สุขุมวิท 26 เพื่อให้ผู้สนใจได้สัมผัสแนวคิดเฟอร์นิเจอร์จากผ้าไทยอย่างใกล้ชิด และเห็นความเป็นไปได้ใหม่ของการนำวัสดุไทยมาเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมตกแต่งภายใน
ในระยะต่อไป Quattro Design เตรียมต่อยอดความสำเร็จจาก Thailand Gallery สู่การพัฒนาสายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จากผ้าไทยอย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการขยายบริการ Custom-Made และ Upholstery Solutions ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกวัสดุสิ่งทอจากชุมชนไทย เพื่อสร้างชิ้นงานที่มีความเฉพาะตัว ตอบโจทย์ตลาดระดับบน และช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
การเดินทางของ Quattro Design จึงไม่ใช่เพียงการสร้างเฟอร์นิเจอร์คอลเลกชันใหม่ แต่คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้ผ้าไทยก้าวออกจากกรอบเดิม สู่ตลาดลักชัวรีระดับโลกอย่างมีศักดิ์ศรี
และในวันที่โลกกำลังมองหาความหรูหราที่มีความหมาย “ผ้าไทย” อาจไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาษาสากลของงานออกแบบ ที่ถ่ายทอดทั้งรากเหง้า ความยั่งยืน และโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในเวทีโลก




