
รายงานความมั่งคั่งทั่วโลกปี 2026 ล่าสุดของ Boston Consulting Group หรือ BCG ระบุว่า ฮ่องกงได้แซงหน้าสวิตเซอร์แลนด์ ขึ้นเป็น ศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งข้ามพรมแดนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนบทบาทใหม่ของเมืองที่ไม่ได้เป็นเพียงประตูเชื่อมจีนกับโลก แต่กำลังยกระดับสู่ศูนย์กลางการเงินระดับโลกอย่างเต็มตัว
ตัวเลขสำคัญอยู่ที่มูลค่าความมั่งคั่งข้ามพรมแดนที่ฮ่องกงบริหารจัดการ ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.7% ในปี 2568 แตะระดับ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแรงหนุนหลักจากกระแสเงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ ตลาดหุ้นที่กลับมาคึกคัก กิจกรรม IPO ที่โดดเด่น และผลตอบแทนที่แข็งแกร่งจากกลุ่มแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่
มากไปกว่านั้น BCG ยังประเมินว่า ระหว่างปี 2568-2573 ความมั่งคั่งข้ามพรมแดนที่บริหารโดยฮ่องกงจะเติบโตเฉลี่ยราว 9% ต่อปี และมีแนวโน้มรักษาอันดับหนึ่งของโลกได้ต่อเนื่อง
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากวัฏจักรตลาดทุน แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของฮ่องกงในการวางตัวเป็นศูนย์กลางการจัดการสินทรัพย์และความมั่งคั่งระหว่างประเทศ
Paul Chan เลขานุการการเงินของรัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ระบุว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนให้การสนับสนุนฮ่องกงอย่างชัดเจนในการเสริมบทบาทด้านการจัดการสินทรัพย์และความมั่งคั่งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ “การเงิน+” ของฮ่องกง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลฮ่องกงทำงานร่วมกับภาคการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ขยายผลิตภัณฑ์การลงทุน เพิ่มเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และเชื่อมโยงตลาดทุนของฮ่องกงกับตลาดโลกให้ลึกขึ้น
จุดแข็งสำคัญของฮ่องกงยังคงอยู่ที่หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งทำให้เมืองนี้มีสถานะเฉพาะตัว สามารถเชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่ได้อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันยังคงมีระบบเศรษฐกิจที่เสรี เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นมิตรต่อการลงทุนระดับสากล
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของกลุ่มบุคคลมั่งคั่งสูงระดับโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals รวมถึงกลุ่ม Family Office ที่ต้องการตั้งฐานบริหารทรัพย์สินและลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ฮ่องกงก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งระดับโลก คือการเดินหน้านโยบายดึงดูดธุรกิจ Family Office อย่างจริงจัง
Christopher Hui เลขานุการฝ่ายบริการทางการเงินและกระทรวงการคลังของฮ่องกง ระบุว่า รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์นโยบายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจ Family Office ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 และเดินหน้ามาตรการหลายด้านเพื่อดึงดูดให้สำนักงานครอบครัวเข้ามาดำเนินงานในฮ่องกงมากขึ้น
มาตรการสำคัญ ได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ยานพาหนะการลงทุนของครอบครัวที่บริหารโดย Single Family Office ที่เข้าเกณฑ์ รวมถึงโครงการดึงดูดผู้ลงทุนผ่านการลงทุนทุนใหม่ หรือ Capital Investment Entrant Scheme
นอกจากนี้ รัฐบาลฮ่องกงยังเตรียมเสนอร่างกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อปรับปรุงระบบภาษีพิเศษสำหรับกองทุน Single Family Office และผลตอบแทนจากการลงทุนบางประเภท เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของฮ่องกง และดึงดูดกองทุนกับ Family Office ให้เข้ามาตั้งฐานมากขึ้น
ข้อมูลจากการศึกษาที่ได้รับมอบหมายโดย Invest Hong Kong และเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 ฮ่องกงมี Single Family Office มากกว่า 3,380 แห่ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ภายในสองปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนมั่งคั่งทั่วโลกที่มีต่อระบบนิเวศทางการเงินของฮ่องกง
การแซงหน้าสวิตเซอร์แลนด์ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนอันดับในรายงาน เพราะเป็นสัญญาณว่า “ศูนย์กลางความมั่งคั่งโลก” กำลังขยับน้ำหนักจากยุโรปมาสู่เอเชียมากขึ้น
สวิตเซอร์แลนด์อาจยังมีภาพจำในฐานะศูนย์กลาง Private Banking ระดับโลกมายาวนาน แต่ฮ่องกงกำลังชูจุดแข็งที่แตกต่าง คือการเป็นจุดเชื่อมระหว่างเงินทุนจีน นักลงทุนเอเชีย และตลาดการเงินโลก
เมื่อประกอบกับฐานนักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ การเติบโตของตลาดทุนเอเชีย ความต้องการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวธุรกิจรุ่นใหม่ และนโยบายภาครัฐที่เดินหน้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ฮ่องกงจึงไม่ได้เป็นเพียง “ศูนย์กลางการเงิน” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น แพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งของเอเชียและโลก
ในบริบทนี้ การขึ้นสู่อันดับหนึ่งของฮ่องกงจึงเป็นทั้งผลลัพธ์ของความพร้อมเชิงโครงสร้าง และเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันรอบใหม่ในตลาดบริหารความมั่งคั่งโลก ที่เมืองใดสามารถเชื่อมเงินทุน ความเชื่อมั่น กฎเกณฑ์ และโอกาสการลงทุนได้ดีที่สุด เมืองนั้นก็จะเป็นผู้กำหนดทิศทางความมั่งคั่งในอนาคต





