
นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานกรรมการบริหารร่วมและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-Chairman Co- CEO) MQDC กล่าวว่า ทางบริษัทฯ ยังคงเร่งเดินหน้าแผนธุรกิจให้เป็นไปตามทิศทางที่วางแผนไว้ในระยะ 3 ปี โดยมุ่งเน้นนโยบายทางธุรกิจในการเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรมจากการเร่งดำเนินงานโครงการให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบันมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่เช่น วิสซ์ดอม เดอะ ฟอเรสเทียส์ ( Destinia, Mytopia, Petopia) และ ดิ แอสเพน ทรี และโครงการที่ เดินหน้าต่อ และอยู่ระหว่างดำเนินการเร่งปิดเฟสสุดท้ายของการก่อสร้างเพื่อให้เสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกบ้าน ได้แก่โครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ มูลค่ารวมวิลล่าและคอนโดมิเนียม ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยส่วนของคอนโดมิเนียม คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนภายในปี 2569 และโครงการ มัลเบอร์รี โกรฟ สุขุมวิท มูลค่าโครงการกว่า 6,500 ล้านบาท ได้เดินหน้าก่อสร้างต่อมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมโอนให้ลูกบ้านภายในปี 2570
รวมทั้ง มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และมิกซ์ยูส (Mixed-Use Commercial Real Estate) ได้แก่ โครงการ คลาวด์ อีเลฟเว่น (Cloud 11) ครีเอทีฟแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย มูลค่า 43,000 ล้านบาท เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ นับว่าบริษัทฯ จะทยอยรับรู้รายได้ตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ บริษัทฯ เน้นดำเนินการสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์และการให้บริการในระดับคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย เช่นการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ในรูปแบบของพื้นที่ให้เช่าสำหรับธุรกิจร้านค้าปลีก ธุรกิจสำนักงานออฟฟิศ ธุรกิจโรงแรมและ เซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ และสานต่อการให้บริการรับเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาเมืองและโครงการขนาดใหญ่ อันเป็นกลไกสำคัญของการสร้างรายได้ประจำในระยะยาว

“การรับเป็นที่ปรึกษาและดำเนินการในการสร้างเมืองขนาดใหญ่ ก็ยังดำเนินการต่อไปด้วยดี และส่วนของการรับพัฒนาโครงการ ในปัจจุบันก็มีผู้ที่สนใจให้ทางเราไปช่วยพัฒนายังมีต่อเนื่อง” นายวิสิษฐ์กล่าว
นายวิสิษฐ์กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังมีความท้าทาย แต่ MQDC ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการสร้างคุณค่าในระยะยาว เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศแห่งการอยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการของเราได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินชั้นนำอย่างต่อเนื่อง
“ความคืบหน้าของโครงการต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารโครงการขนาดใหญ่ของ MQDC และเป็นหลักฐานสำคัญว่าบริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตตามแผน แม้อยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เราเชื่อว่าการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ การมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง และการยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลตอบแทนและมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในระยะยาว” นายวิสิษฐ์สรุป




