
จุดเริ่มต้นของ Cloud 11 ไม่ได้เกิดจากความต้องการสร้างอาคารขนาดใหญ่หรือโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากคำถามสำคัญว่า จะสามารถพัฒนาพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ชุมชน ธรรมชาติ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไปพร้อมกันได้อย่างไร
คำถามดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาที่ดินขนาดประมาณ 27 ไร่บนถนนสุขุมวิท ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่ตลาดเก่า ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับทรู ดิจิทัล พาร์ค ในทำเลที่มีศักยภาพเชื่อมโยงย่านสุขุมวิทตอนใต้ ตั้งแต่อ่อนนุช บางจาก ปุณณวิถี อุดมสุข ไปจนถึงบางนา
บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC เริ่มศึกษาแนวทางพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ปี 2563 โดยมองว่า ทำเลแห่งนี้สามารถต่อยอดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและความคิดสร้างสรรค์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ หรือ “South Sukhumvit” ที่ไม่ได้มีเพียงสำนักงาน ร้านค้า หรือพื้นที่พักอาศัย แต่เป็นระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ศิลปิน ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่เข้ามาพบปะ ทำงาน และต่อยอดผลงานร่วมกัน

เบื้องหลังการพัฒนา Cloud 11 มาจากความเชื่อในศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย
พอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cloud 11 กล่าวว่า คนไทยมีจุดเด่นสำคัญสองด้าน คือความสามารถในการเปิดรับวัฒนธรรมและมุมมองที่หลากหลาย ควบคู่กับความใส่ใจในรายละเอียด คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ด้านความคิดสร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ และโฆษณาจากต่างประเทศกว่า 300 โปรดักชันต่อปี รวมถึงความสำเร็จของศิลปินไทย เทศกาลดนตรี ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และธุรกิจโฆษณาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประเทศไทยมีต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะบุคลากรไทยมีทักษะ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการสร้างผลงานที่แข่งขันได้ในระดับโลก
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ขณะที่การเติบโตในช่วงสามปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 2.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม
ตัวเลขดังกล่าวทำให้พอลเชื่อว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีศักยภาพที่จะเป็น Growth Engine หรือเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยได้ แต่สิ่งที่ไทยยังขาดคือระบบนิเวศที่รวบรวมผู้เล่นจากหลากหลายสาขาให้มาอยู่ร่วมกันอย่างครบวงจร
เมืองสร้างสรรค์ระดับโลกหลายแห่งมีพื้นที่ที่รวบรวมสตูดิโอ สำนักงาน โรงเรียน พื้นที่จัดแสดง ธุรกิจ และผู้บริโภคไว้ในบริเวณเดียวกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่าย และการต่อยอดทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
Cloud 11 จึงถูกวางแนวคิดให้เป็นมากกว่าอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็น Creative Ecosystem ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ศิลปิน ครีเอเตอร์ บริษัทผลิตคอนเทนต์ นักลงทุน และผู้บริโภคไว้ในพื้นที่เดียวกัน

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Cloud 11 คือการพัฒนาโครงการโดยเคารพสิ่งที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เติบโตอยู่ในพื้นที่มาเป็นเวลานาน
แทนที่จะย้ายต้นไม้ออก หรือออกแบบอาคารให้เสร็จก่อนแล้วจึงนำพื้นที่สีเขียวมาเติมในภายหลัง ทีมพัฒนาเลือกปรับโครงสร้างอาคารให้โอบล้อมต้นไม้เดิม รักษาทั้งตำแหน่ง ระดับพื้นดิน และระบบราก พร้อมเปิดช่องให้แสงธรรมชาติส่องลงมาถึง เพื่อให้ต้นไม้สามารถเติบโตต่อไปได้
แนวทางนี้สะท้อนความเชื่อว่า อาคารที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นจากการแทนที่ธรรมชาติ แต่ควรอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวกลับคืนสู่เมือง
โจทย์แรกที่ทีมงานมอบให้สถาปนิกคือ การสร้างอาคารที่มีความโดดเด่นและสามารถเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ แต่คำตอบไม่ได้อยู่ที่การสร้างตึกให้สูงที่สุด เพราะความเป็นสัญลักษณ์ของอาคารไม่ได้วัดจากความสูงเพียงอย่างเดียว
ทีมออกแบบจึงเลือกสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ไว้บริเวณใจกลางโครงการ แล้ววางกลุ่มอาคารโอบล้อมโดยรอบ ทำให้สวนไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่เป็นพื้นที่สาธารณะและศูนย์กลางกิจกรรมที่ผู้คนสามารถเข้าถึงและใช้งานร่วมกันได้

Cloud 11 มีพื้นที่พัฒนารวมประมาณ 250,000 ตารางเมตร โดยวางองค์ประกอบของโครงการให้รองรับทั้งการทำงาน การผลิตผลงาน การเรียนรู้ การพักผ่อน และการจัดกิจกรรม
หัวใจสำคัญคือการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง Production Studio ขนาดประมาณ 7,000 ตารางเมตร รองรับการผลิตคอนเทนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณา ไลฟ์คอมเมิร์ซ วิดีโอแนวตั้ง ไลฟ์สตรีมมิง การตัดต่อ ไปจนถึงการบันทึกเสียง
การลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยพบว่า ธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องการผลิตคอนเทนต์ของตัวเอง แต่ติดข้อจำกัดด้านต้นทุน เพราะการสร้างสตูดิโอที่ได้มาตรฐานต้องใช้เงินลงทุนหลายสิบล้านบาท
Cloud 11 จึงเลือกลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานส่วนกลาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาใช้ทรัพยากรร่วมกัน ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาผลงานที่มีคุณภาพ
แนวคิดนี้ยังสอดรับกับทิศทางธุรกิจในอนาคต เพราะไม่ว่าบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ต่างต้องแข่งขันกันด้วยคอนเทนต์ การสื่อสารแบรนด์ และไลฟ์คอมเมิร์ซ การอยู่ใกล้ผู้ผลิต ครีเอเตอร์ และสตูดิโอจึงกำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบใหม่ในการดำเนินธุรกิจ

พื้นที่ส่วนกลางของ Cloud 11 ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่มากกว่าสวนลอยฟ้า แต่เป็นเวทีสำหรับกิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี อาหาร แฟชั่น กีฬา สุขภาพ และการแสดงออกของคนรุ่นใหม่
แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ด้านคอมมูนิตี้และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทิศทางเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือ The Commons ซึ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โดยพื้นที่จะเชื่อมต่อกับสวนลอยฟ้าผ่านบันไดขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่อาหาร ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมชุมชนเชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน โครงการยังรวบรวมพันธมิตรจากหลากหลายวงการ ทั้งโรงเรียนดนตรี สถาบันการเต้น แกลเลอรี บริษัทโพสต์โปรดักชัน ผู้จัดเทศกาล ธุรกิจอีสปอร์ต กีฬา ฟิตเนส และผู้ประกอบการด้านอาหาร เพื่อเข้ามาร่วมกันสร้างประสบการณ์ใหม่ภายในพื้นที่
พอลเรียกพันธมิตรเหล่านี้ว่า Experience Builders หรือผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ เพราะการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์ไม่สามารถเกิดขึ้นจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาร่วมกันสร้างคอมมูนิตี้ที่มีชีวิต
เป้าหมายคือทำให้ Cloud 11 เป็นพื้นที่ที่มีแรงบันดาลใจหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ผ่านองค์ประกอบที่ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี การเต้น ศิลปะ อีสปอร์ต ไปจนถึงกีฬาและสุขภาพ

Cloud 11 เริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงต้นปี 2565 หลังจากได้ข้อสรุปด้านการออกแบบและพันธมิตรหลักของโครงการ
รายละเอียดของอาคารหลายส่วนถูกพัฒนาจากพฤติกรรมการทำงานจริงของคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในช่วงเวลาทำงานแบบสำนักงานทั่วไป โครงการจึงวางระบบให้สามารถรองรับการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
หนึ่งในนั้นคือระบบผลิตและกักเก็บน้ำเย็นสำหรับเครื่องปรับอากาศ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือฮอลล์จัดงานขนาดใหญ่บริเวณชั้นใต้ดิน รองรับผู้เข้าร่วมได้ประมาณ 3,000 คน การวางฮอลล์ไว้ใต้ดินช่วยให้ผู้จัดงานสามารถขนย้ายอุปกรณ์และเตรียมพื้นที่ได้สะดวก ขณะที่พื้นที่ด้านบนยังสามารถพัฒนาเป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ได้
โจทย์นี้ต้องอาศัยการออกแบบโครงสร้างเหล็กเป็นพิเศษ เพื่อสร้างฮอลล์ที่เปิดโล่ง ไม่มีเสากีดขวาง และยังสามารถรองรับน้ำหนักของพื้นที่สีเขียวด้านบนได้
เส้นทางการพัฒนา Cloud 11 ไม่ได้ราบรื่นตลอดทาง ในปี 2567 โครงการต้องเผชิญกับความท้าทายจนต้องชะลอการก่อสร้างบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนายังคงเดินหน้าปรับแผน เพิ่มพันธมิตร และจัดโครงสร้างทางการเงินใหม่ จนในช่วงปลายปีเดียวกัน โครงการได้รับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารกรุงเทพ ทำให้สามารถกลับมาดำเนินงานก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง
พร้อมกันนี้ Cloud 11 ยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 50 องค์กร และผู้ประกอบการอีกจำนวนมาก เพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่ให้เป็นระบบนิเวศที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างอาคาร แต่สามารถสร้างกิจกรรม เนื้อหา และโอกาสทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ภาพของ Cloud 11 ในวันนี้จึงไม่ได้เกิดจากการพัฒนาอาคารเพียงไม่กี่หลัง แต่เป็นผลจากความร่วมมือของเจ้าของที่ดิน นักพัฒนา สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม
พื้นที่ด้านหน้าของโครงการถูกออกแบบให้มีทางเข้าสู่สวนลอยฟ้าอย่างชัดเจน เพื่อสื่อสารว่าพื้นที่แห่งนี้เปิดต้อนรับทุกคน ขณะที่สวนและพื้นที่กิจกรรมภายในจะใช้รองรับงานศิลปะ ดนตรี เทศกาลสร้างสรรค์ กิจกรรมสุขภาพ และการแลกเปลี่ยนความรู้
Cloud 11 ยังเริ่มทดลองจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ ทั้งกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ได้พบปะกัน การเชื่อมโยงศิลปินไทยกับเครือข่ายต่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย
เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการเป็นโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่บนถนนสุขุมวิท แต่คือการเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยเติบโต สร้างโอกาสทางธุรกิจ และก้าวออกไปแข่งขันบนเวทีโลก
ดังที่พอลสะท้อนว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเรื่องของศิลปินหรือคนทำงานศิลปะเท่านั้น แต่เป็นพลังที่อยู่ในทุกคน และเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์กล้าทำสิ่งใหม่ ซึ่งอาจเคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
จากพื้นที่ตลาดเก่า สู่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง และจากที่ดินบนถนนสุขุมวิท สู่ระบบนิเวศที่รวมผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจไว้ด้วยกัน Cloud 11 จึงเป็นอีกภาพสะท้อนของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงมูลค่าของอาคาร แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่พื้นที่สามารถส่งต่อให้ผู้คน อุตสาหกรรม และเมืองได้ในระยะยาว





