
เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC เดินหน้าขยายธุรกิจ Industrial Solutions ภายใต้ DRS by REPCO NEX (Digital Reliability Solutions) จากประเทศไทยสู่ตลาดอาเซียน โดยรุกอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าด้วย Smart Power Plant Solutions ที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับโรงไฟฟ้าสู่การบริหารจัดการแบบ Data-driven
โซลูชันดังกล่าวนำข้อมูลจากการเดินเครื่องมาวิเคราะห์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของโรงไฟฟ้า ช่วยคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักรก่อนเกิดปัญหา ลดความเสี่ยงจากการหยุดเดินเครื่องกะทันหัน หรือ Forced Outage รวมถึงช่วยให้สามารถวางแผนซ่อมบำรุงและบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เร็ปโก เน็กซ์ จำกัด ในกลุ่มธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ เปิดเผยว่า DRS by REPCO NEX ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึง B.GRIMM Power ซึ่งสามารถยกระดับเสถียรภาพของการผลิตไฟฟ้า ลดความเสี่ยงจากการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน และขยายรอบการซ่อมบำรุงให้นานขึ้น
จากประสบการณ์ดังกล่าว บริษัทเตรียมขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า และตั้งเป้าให้ Smart Power Plant Solutions เข้าไปครอบคลุมกำลังการผลิตรวมมากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2030
เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนทิศทางของ DRS by REPCO NEX ที่ต้องการขยับจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยผู้ประกอบการเพิ่ม Reliability และ Efficiency ของโรงไฟฟ้า ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อความต้องการพลังงานของภูมิภาคเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ

หนึ่งในก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจครั้งนี้ คือการลงนามบันทึกความเข้าใจเชิงยุทธศาสตร์ หรือ MOU ระหว่าง DRS by REPCO NEX กับบริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด (Hongsa Power) ใน สปป.ลาว
ความร่วมมือดังกล่าวจะพัฒนาและประยุกต์ใช้ Smart Power Plant Solutions สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,878 MW เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าที่ส่งให้แก่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2570
ดีลนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะในแง่การเพิ่มฐานลูกค้าต่างประเทศ แต่ยังเป็น Use Case สำคัญของการนำเทคโนโลยีจากประเทศไทยไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระดับภูมิภาค
Smart Power Plant Solutions ภายใต้ DRS ครอบคลุมตั้งแต่ Predictive & Data-driven Reliability โดยใช้ Predictive Analytics ร่วมกับ Boiler Digital Twin หรือแบบจำลองทางวิศวกรรมของหม้อไอน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักของโรงไฟฟ้า
ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อค้นหาสัญญาณผิดปกติและคาดการณ์ปัญหาของเครื่องจักรล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมรับมือก่อนเกิด Forced Outage ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งจากการสูญเสียกำลังผลิตและต้นทุนในการหยุดเดินเครื่อง
อีกองค์ประกอบคือ Smart Maintenance ที่นำข้อมูลมาสนับสนุน Predictive Maintenance ช่วยเปลี่ยนวิธีการซ่อมบำรุงจากการรอตรวจตามรอบ หรือแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การวางแผนล่วงหน้าตามสภาพจริงของเครื่องจักร ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์และลดต้นทุนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีส่วนของ Knowledge & Capability Development เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะบุคลากร ให้สามารถนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารโรงไฟฟ้าได้จริง ไม่ใช่เพียงการนำระบบดิจิทัลเข้าไปติดตั้งแล้วจบโครงการ

ดร.พิเชษฐ์ ระบุว่า จุดแข็งของ DRS by REPCO NEX ไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล แต่คือการนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและประสบการณ์การทำงานจริงในอุตสาหกรรมมาผสานกับ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล
แนวทางดังกล่าวทำให้สามารถเข้าใจกระบวนการเดินเครื่อง ความท้าทาย และข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ก่อนร่วมออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับการใช้งานจริง โดยมีเป้าหมายยกระดับโรงไฟฟ้าสู่ “Data-driven Power Plant” ที่สามารถใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจ เพิ่มเสถียรภาพการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์
การเดินเกมของ DRS by REPCO NEX จึงสะท้อนอีกทิศทางหนึ่งของ SCGC ในการต่อยอดความเชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมสู่ธุรกิจเทคโนโลยีและโซลูชันที่สามารถ Scale ไปยังตลาดต่างประเทศ
และหากสามารถขยายฐานโรงไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายมากกว่า 10,000 MW ภายในปี 2030 บทบาทของ DRS by REPCO NEX จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร แต่มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยยกระดับความมั่นคงทางพลังงานของอาเซียนในระยะยาว





