“กันก่อนท่วม” ดัน Water Smart Communities เปลี่ยน “ผู้ประสบภัย” สู่ “ผู้จัดการน้ำ”
06 Sep 2026

 

“กันก่อนท่วม” ดัน Water Smart Communities เปลี่ยน “ผู้ประสบภัย” สู่ “ผู้จัดการน้ำ” ชู 7 ชุมชนต้นแบบ จาก “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” ต่อยอด Water Resilience สู่ Water Economy

 

เมื่อความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยธรรมชาติมีแนวโน้มรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ใช่เพียงการมีระบบรับมือที่ดีเมื่อเกิดภัย แต่ต้องขยับไปสู่การ “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” พร้อมทำให้คนในพื้นที่เข้าใจและสามารถจัดการ “น้ำของตัวเอง” ได้มากขึ้น

 

 

แนวคิดดังกล่าวเป็นแกนสำคัญของ Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ซึ่งจัดโดย ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

เวทีครั้งนี้ระดมตัวแทนจากภาครัฐ นักวิชาการ และชุมชน มาร่วมถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่สามารถนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำได้จริง

เป้าหมายสำคัญ คือการผลักดันประเทศไทยให้เปลี่ยนจากการรอรับมือหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การจัดการความเสี่ยงเชิงป้องกัน และต่อยอดจาก Water Resilience หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากวิกฤต ไปสู่ Water Economy ที่มองน้ำเป็นทั้งทรัพยากร ต้นทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่

 

ต้นทุน “รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้” สูงกว่าการป้องกัน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า บทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท รวมถึงน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำไม่ได้กระทบเพียงทรัพย์สิน แต่ยังเชื่อมโยงถึงชีวิต อาชีพ และความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน หากประเทศไทยยังใช้แนวคิด “เกิดปัญหาแล้วจึงแก้” ต้นทุนความเสียหายอาจเพิ่มสูงขึ้นตามความผันผวนของสภาพอากาศและการขยายตัวของเมือง

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้รับมือน้ำท่วมได้ดีขึ้น แต่ต้องทำให้แต่ละพื้นที่ รู้จักน้ำของตัวเอง รู้ความเสี่ยง และเตรียมพร้อมได้ก่อนเกิดภัย

ภายในงาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities” สะท้อนบทบาทขององค์ความรู้และเทคโนโลยีในการยกระดับระบบจัดการน้ำของประเทศ

 

4 แกนเปลี่ยน “วิกฤตน้ำ” สู่ “เศรษฐกิจมั่นคง”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม เสนอ 4 แนวทางสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ ได้แก่

  • Blue Infrastructure พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP

  • Integrated Water Data Platform เชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบ Real-time เพื่อใช้คาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

  • Water Smart Community เสริมศักยภาพชุมชนให้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งด้านการรับมือและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

  • ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำจากหลายภาคส่วนให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

สาระสำคัญของทั้ง 4 แนวทาง คือการเปลี่ยนการจัดการน้ำจาก “ระบบตั้งรับ” ไปสู่ “ระบบเชิงรุก” ที่ใช้ทั้งข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคนในพื้นที่เป็นองค์ประกอบร่วมกัน

 

 

7 ชุมชนต้นแบบ เมื่อ “จัดการน้ำ” ไม่ได้มีคำตอบเดียว

อีกหนึ่งไฮไลต์ของเวที คือการถอดบทเรียนจาก 7 ชุมชนต้นแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกันทุกพื้นที่ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบท ปัญหา และทุนที่แต่ละชุมชนมีอยู่

เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นตัวอย่างของการดูแลทรัพยากรจากต้นน้ำ โดยอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ทั้งชุมชนต้นน้ำและพื้นที่ปลายน้ำ

แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม สะท้อนภาพของการใช้ข้อมูล งานวิจัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น เปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็มที่ยาวนานกว่า 20 ปี ไปสู่ระบบจัดการน้ำที่ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้

ตาหลังใน จ.สระแก้ว ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยสำรวจว่าน้ำมีอยู่เท่าไร อยู่ที่ไหน และมีความต้องการใช้น้ำมากเพียงใด ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบวิเคราะห์เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการจริง

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จ.บุรีรัมย์ แสดงให้เห็นว่าการจัดการน้ำสามารถเชื่อมไปถึงการสร้างรายได้ ผ่านแก้มลิง พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชผล ทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนสามารถมีรายได้ประมาณ 2,000–3,000 บาทต่อคนต่อเดือน

นครปฐม ซึ่งเคยได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรราว 1,000 ล้านบาท สามารถฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันภาคเกษตรกรรมมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับจังหวัดประมาณ 17,000 ล้านบาท

คลองเปรมประชากร กรุงเทพฯ เป็นกรณีของการแก้ปัญหาน้ำควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การฟื้นฟูคลอง ระบบระบายน้ำ ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะและการมีส่วนร่วมของชุมชนริมคลอง

ขณะที่ ทรงวาด กรุงเทพฯ สะท้อนอีกมิติของการ “อยู่กับน้ำ” พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจ โดยนำอัตลักษณ์ของย่านริมน้ำและทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน และสร้างรายได้ให้กับย่านราว 10–40 ล้านบาทต่อเดือน

บทเรียนจากทั้ง 7 พื้นที่จึงไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ป้องกันน้ำท่วม” แต่ชี้ให้เห็นว่า หากบริหารจัดการน้ำได้เหมาะสม น้ำสามารถเชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางอาหาร รายได้ การท่องเที่ยว คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจของชุมชนได้

 

จาก Water Resilience สู่ Water Economy

บนเวทีเสวนา “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เห็นตรงกันว่า การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นที่

จากนั้นจึงเชื่อม ข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และพลังของชุมชน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อทำให้พื้นที่รู้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน น้ำจะมาเมื่อไร และควรบริหารจัดการอย่างไรก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปว่า การจัดการน้ำ หรือ Water Resilience ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัย” แต่เป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต”

นี่คือแกนของแนวคิด Water Economy ที่ศูนย์กันก่อนท่วมต้องการผลักดัน จากเดิมที่มองน้ำในฐานะความเสี่ยง ไปสู่การมองว่า หากบริหารจัดการได้ดี น้ำสามารถเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิต สนับสนุนภาคเกษตร เมือง และชุมชน รวมถึงต่อยอดทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ที่สุดแล้ว เป้าหมายของ Water Smart Communities จึงไม่ใช่เพียงทำให้คน “รอดจากน้ำท่วม” แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้ประสบภัย” ให้กลายเป็น “ผู้จัดการน้ำ” ที่เข้าใจพื้นที่ของตัวเอง เตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย และสามารถใช้ทรัพยากรน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับชุมชนได้

[อ่าน 88]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
AIS ขยับเกมธรรมาภิบาล สร้าง “ผู้นำจริยธรรม” จากนโยบายสู่การปฏิบัติ
CP AXTRA สร้าง Circular Economy เปลี่ยน “Waste” สู่ "Wealth" เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
CardX ผนึก SC ยกระดับความคุ้มค่าการเป็นเจ้าของบ้าน ส่งแคมเปญพิเศษ ผู้ถือบัตรเครดิต CardX และ SCB WEALTH by CardX
รพ.บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล จัดงาน ‘Heart Of Care Health Fair 2026’ ชวนคนไทยรู้เท่าทัน ‘โรคมะเร็ง’
Nike เปิดเกม Running Culture เปลี่ยน “ความเร็ว” จากตัวเลข สู่เป้าหมายของแต่ละคน
Minor International จับมือ Accenture ปั้น Workforce พร้อมยุค AI
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved