
ตลาด Wealth Management ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อโจทย์ของนักลงทุนไม่ได้อยู่เพียงการ “เลือกผลิตภัณฑ์” แต่ขยับไปสู่การบริหารเงินแบบเห็นภาพรวม ตั้งเป้าหมาย และเชื่อมการลงทุนเข้ากับชีวิตในระยะยาว

ล่าสุด ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) เปิดตัว “My Wealth” บนแอป ttb touch วางตำแหน่งเป็น Digital Wealth Advisory ที่ออกแบบให้การบริหารความมั่งคั่งเริ่มจาก “เป้าหมายทางการเงิน” ของลูกค้า มากกว่าการเลือกลงทุนเป็นรายผลิตภัณฑ์ พร้อมเชื่อมการออม การลงทุน การวางแผน และข้อมูลเชิงลึกไว้ในประสบการณ์เดียว
อีกหนึ่งหมากสำคัญคือความร่วมมือกับ Webull เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ผ่านแอป ttb touch ต่อยอดแนวคิด USD Ecosystem ของทีทีบีให้ครอบคลุมตั้งแต่ “แลก เก็บ ลงทุน และใช้จ่าย” ในระบบเดียว

ข้อมูลจากทีทีบีระบุว่า คนไทยยังถือสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเงินฝากสูงถึง 57% ขณะที่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนมีเพียง 23% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 45% และสหรัฐฯ ที่ 59% สะท้อนช่องว่างระหว่าง “การออม” กับ “การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว”
ขณะเดียวกัน โครงสร้างนักลงทุนกำลังเปลี่ยนไปสู่คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร หรือ AUM ราว 1–5 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานประมาณ 30–45 ปี คุ้นเคยกับดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์และตลาดทั่วโลก

กนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคารและความมั่งคั่งทางการเงิน ทีทีบี กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ Wealth Management จำเป็นต้องเข้าถึงลูกค้าได้กว้างกว่ากลุ่ม Wealth แบบเดิม และเป็นที่มาของการพัฒนา My Wealth ควบคู่กับความร่วมมือกับ Webull
อีกแกนสำคัญของ My Wealth คือการออกแบบแบบ Customer-centric Design โดยเริ่มจากเป้าหมายทางการเงินของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก Investment Platform ที่ทำหน้าที่เป็นเพียง “ช่องทางซื้อขาย” ไปสู่ “ผู้ช่วยวางแผนและบริหารความมั่งคั่ง”
ลูกค้าสามารถดูภาพรวมสินทรัพย์ที่ถืออยู่กับธนาคารผ่าน Consolidated Portfolio ตั้งแต่เงินฝากเงินบาทและเงินตราต่างประเทศ กองทุนรวม ไปจนถึงหุ้นและ ETF สหรัฐฯ พร้อมฟังก์ชันตั้งเป้าหมายการลงทุนรายบุคคล แนะนำพอร์ต จัดสรรเงินลงทุนอัตโนมัติ และคำแนะนำในการปรับพอร์ต หรือ Rebalancing ตามภาวะตลาด
นอกจากนี้ My Wealth ยังรวมข้อมูลวิเคราะห์และมุมมองการลงทุนจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเชื่อมข้อมูลการเงินที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นภาพรวมที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ความร่วมมือกับ Webull ช่วยเติมจิ๊กซอว์ด้าน Global Investing ให้ทีทีบี โดยเปิดให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ผ่าน ttb touch ได้โดยไม่ต้องบริหารการลงทุนผ่านหลายแพลตฟอร์ม พร้อมเชื่อมต่อกับบริการแลกเงินและบัญชี FCD ของธนาคาร

ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า นักลงทุนไทยให้ความสนใจตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงบริษัทชั้นนำในกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Advisory ของทีทีบี เข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และเครื่องมือด้าน Global Investing ของ Webull เพื่อเชื่อมเส้นทางจากการแลกเงินและออมเงินสกุล USD ไปสู่การลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ในระบบเดียว

สำหรับลูกค้าสถานะ Superior, Reserve Gold, Reserve Platinum และ Reserve Diamond ทีทีบีมีสิทธิพิเศษด้านอัตราแลกเปลี่ยน USD รวมถึงดอกเบี้ยพิเศษสูงสุด 3.65% ต่อปี สำหรับบัญชี FCD e-Saving ที่ผูกกับบัญชี Webull ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน–31 ธันวาคม 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ ลูกค้าที่เปิดบัญชี Webull ผ่าน ttb touch และลงทุนหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ครั้งละ 10,000 บาทขึ้นไป จะได้รับหุ้นในกลุ่ม Magnificent Seven มูลค่า 400 บาท ระหว่างวันที่ 15 กันยายน–30 พฤศจิกายน 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ภาพรวมของ My Wealth จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจ Wealth Management ที่กำลังขยับจากการแข่งขันด้วยจำนวนผลิตภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันด้าน ประสบการณ์การวางแผน การเชื่อมข้อมูล และการเข้าถึงโอกาสลงทุนทั่วโลก โดยมีแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นตัวกลางสำคัญในการทำให้บริการบริหารความมั่งคั่งเข้าถึงนักลงทุนได้กว้างขึ้น





