เมื่อ “Thailand Pavilion” ต้องมากกว่าความสวย MaxiMICE ใช้ Design สร้าง Experience พาไอเดียไทยสู่เวทีโลก
22 Sep 2026

 

เมื่อ “Thailand Pavilion” ต้องมากกว่าความสวย

MaxiMICE ชวนคิดใหม่ ใช้ Thai Wisdom สร้าง Experience ก่อนต่อยอดสู่ Business และ Global Impact


เมื่อคนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยผ่านหน้าจอได้ก่อนเดินทางมาถึง โจทย์ของ Thailand Pavilion จึงไม่ใช่แค่การนำ “สัญลักษณ์ไทย” ไปวางในพื้นที่จัดแสดง แต่คือการแปลอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจ จดจำ และนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง ถอดมุมคิดจากเวที MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 เมื่อ Design กำลังถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าความสวย แต่เป็นอีกเครื่องมือพาอุตสาหกรรม MICE ไทยเชื่อมต่อกับโลก

ในวันที่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่ห่างจากผู้คนทั่วโลกเพียงไม่กี่คลิก การนำเสนอ “ความเป็นไทย” บนเวทีนานาชาติอาจไม่สามารถหยุดอยู่แค่ภาพของวัด หลังคาไทย ลวดลาย หรือองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยได้อีกต่อไป

คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “จะทำอย่างไรให้คนรู้ว่านี่คือประเทศไทย” ไปสู่ “จะทำอย่างไรให้คนรู้ว่าเป็นประเทศไทย แต่ยังรู้สึกว่าได้เห็นประเทศไทยในมุมใหม่”

และถ้าพื้นที่นั้นอยู่ในงาน Trade Show ระดับโลก ยังมีคำถามต่ออีกว่า หลังจากดึงคนให้หยุดมองแล้ว จะทำอย่างไรให้เขาเดินเข้ามา ใช้เวลา เริ่มต้นบทสนทนา และนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจ

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากวงเสวนาในงานเปิดตัว MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 ซึ่งทำให้เห็นว่า “Design” ในอุตสาหกรรม MICE กำลังถูกขยายความหมายจากเรื่องของความสวยงาม ไปสู่การเชื่อม Identity – Experience – Sustainability – Business Impact เข้าไว้ด้วยกัน

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ภายใต้แนวคิด “FROM LOCAL IDEAS TO GLOBAL IMPACT – Local Resonance. Global Relevance.” เชื่อมกับ 3 เสาหลักของ MaxiMICE Thailand ได้แก่ Convenience, Experience และ Impact

 

 

Pavilion ไม่ใช่แค่ “บูท” แต่คือ First Impression ของประเทศ

หนึ่งในมุมที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดบนเวที คือบทบาทของ Pavilion ในงาน Trade Show ระดับนานาชาติ

เมื่อหลายประเทศมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว แต่ละประเทศต่างต้องการดึงผู้ซื้อ ผู้จัดงาน และพันธมิตรทางธุรกิจให้เข้ามาทำความรู้จัก Pavilion จึงทำหน้าที่คล้าย First Impression ก่อนการพูดคุยทางธุรกิจจะเริ่มต้นขึ้น

นั่นหมายความว่า การออกแบบไม่สามารถคิดเพียงว่าพื้นที่จะมีหน้าตาอย่างไร หรือถ่ายภาพออกมาสวยหรือไม่ แต่ต้องคิดต่อไปถึงพฤติกรรมของคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ ตั้งแต่เขามองเห็นอะไรเป็นอย่างแรก อะไรทำให้ตัดสินใจเดินเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วจะทำอะไร และเมื่อเดินออกไปจะจดจำอะไรเกี่ยวกับประเทศไทย

วงเสวนาสะท้อนมุมมองว่า Experience ของ Pavilion จึงต้องลงลึกไปถึง DNA วัฒนธรรม และ Perception ของประเทศ ไม่ใช่หยุดอยู่เพียง Physical Design

โจทย์จึงไม่ใช่เพียง

“ออกแบบ Thailand Pavilion ให้สวยอย่างไร”

แต่กำลังกลายเป็น

“ออกแบบอย่างไรให้คนรู้สึกกับประเทศไทย”

 

 

จาก “สัญลักษณ์ไทย” สู่การแปล Thai Wisdom

Design Brief ของโครงการทำให้ภาพนี้ชัดขึ้นผ่านแนวคิด “Crafted with Thai wisdom, created for global connection.”

คำว่า Crafted with Thai wisdom ถูกอธิบายว่าเป็นการนำอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย หรือ Thai-contemporary โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรูปลักษณ์ของงานออกแบบ แต่ยังรวมถึงอัธยาศัยไมตรีแบบไทย หรือ Human-centered Experience ที่สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

นี่ทำให้โจทย์ “ความเป็นไทย” น่าสนใจกว่าเดิม

เพราะแทนที่จะถามว่า จะใส่ความเป็นไทยลงไปตรงไหน นักออกแบบอาจต้องถามใหม่ว่า อะไรคือวิธีคิดแบบไทยที่สามารถแปลงให้กลายเป็นประสบการณ์ได้

กล่าวอีกแบบคือ โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การหยิบ “สัญลักษณ์ไทย” ไปวางบนพื้นที่ แต่คือการแปล “วิธีคิดและภูมิปัญญาไทย” ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนต่างวัฒนธรรมสามารถเข้าใจและรู้สึกได้

 

เมื่อ Physical Design ต้องขยับสู่ Experience Design

ในอดีต Pavilion อาจทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้ข้อมูล แนะนำ Destination หรือเป็นจุดนัดหมายสำหรับผู้ประกอบการ

แต่เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยสามารถค้นหาได้จากสมาร์ทโฟน สิ่งที่พื้นที่จริงต้องทำให้ได้มากกว่าหน้าจอ คือ การสร้าง Experience

วงเสวนาจึงขยายภาพของ Design ออกไปไกลกว่าสถาปัตยกรรม ตั้งแต่แสง สี เสียง วัสดุ การจัดพื้นที่ ไปจนถึงกิจกรรม Workshop อาหาร เครื่องดื่ม ของที่ระลึก การบริการ และ Storytelling

รายละเอียดเหล่านี้สามารถกลายเป็น “Soft Touch” ที่ช่วยสร้างภาพจำเกี่ยวกับประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องบอกตรง ๆ ทุกจุดว่านี่คือ Soft Power ไทย

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแกน MaxiMICE Your Experience ที่วางประเทศไทยเป็นจุดหมายซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์นอกเหนือจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องประชุม ผ่านเมืองไมซ์ ชุมชนท้องถิ่น อัตลักษณ์ และเครือข่ายผู้ประกอบการ

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ Pavilion ต้องการอาจไม่ใช่เพียงเสียง “Wow” เมื่อคนเดินผ่าน แต่คือการทำให้เขาอยากเดินเข้ามา ใช้เวลา และมีบางสิ่งติดกลับไปในความทรงจำ

 

“สวย” อย่างเดียวไม่พอ ถ้าสร้าง Business ไม่ได้

แต่ Experience เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

อีกประเด็นสำคัญจากวงเสวนาคือ การออกแบบ Pavilion ต้องกลับไปตอบ Purpose และ Objective ทางธุรกิจ ให้ได้ เพราะพื้นที่ในงาน Trade Show ต่างประเทศมีต้นทุน และทุกตารางเมตรต้องถูกใช้อย่างมีความหมาย

นอกจากรองรับผู้เข้าร่วมที่มีนัดหมาย Business Matching อยู่แล้ว พื้นที่ยังต้องมีพลังมากพอที่จะดึงกลุ่ม Walk-in หรือคนที่ยังไม่ได้วางแผนเข้ามาหาประเทศไทย ให้หยุดและเปิดบทสนทนาใหม่ได้

ดังนั้น Design จึงต้องทำงานสองด้านพร้อมกัน คือ สร้าง Attention และสร้าง Conversion จากความสนใจไปสู่การพูดคุยทางธุรกิจ

ภาพนี้เห็นชัดในโจทย์ Professional Track ซึ่งกำหนดพื้นที่ Thailand Pavilion ไม่เกิน 100 ตารางเมตร แต่ต้องรองรับทั้ง Display Space, Meeting Space, Demo, Lounge, Storage, Cafe พื้นที่กิจกรรม และ Business Matching อย่างน้อย 10 โต๊ะ

จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “คนเห็นแล้วว้าวหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า “พื้นที่นั้นทำให้ Business เกิดขึ้นได้หรือไม่”




Sustainability ต้องเริ่มตั้งแต่เส้นแรกของการออกแบบ

อีกแกนที่ปรากฏทั้งในวงเสวนาและ Design Brief คือ Sustainability

แต่ความยั่งยืนในโลกของ Exhibition ไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล หรือเติมพื้นที่สีเขียวลงในแบบ

โจทย์ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นว่า โครงสร้างสามารถถอดประกอบได้หรือไม่ วัสดุนำกลับมาใช้ซ้ำได้แค่ไหน ขนส่งอย่างไร หลังจบงานจะจัดเก็บหรือไปอยู่ที่ไหน และจะลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ข้อกำหนดของโครงการจึงระบุให้โครงสร้างหลักเป็น Knock-down/Prefabrication ไม่ใช่โครงสร้างที่ต้องทำลายเมื่อรื้อถอน พร้อมออกแบบให้สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลด Carbon Footprint และมุ่งสู่ Net-zero

นั่นทำให้ Sustainability ไม่ใช่สิ่งที่ค่อยนำมาเติมหลังจากออกแบบเสร็จ แต่ต้องอยู่ในกระบวนการคิดตั้งแต่เส้นแรกของงาน

 


 

จาก Render สู่ “ของจริง” ที่ต้องเดินทางข้ามประเทศ

จุดที่ทำให้ MaxiMICE Thailand Design Challenge แตกต่างจากโจทย์ออกแบบทั่วไป คือปลายทางของผลงานไม่ได้หยุดอยู่ที่ Concept Board หรือภาพ Render

การแข่งขันแบ่งเป็น 2 เส้นทาง โดย Student Track เปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาพัฒนา Mini Pop-up Booth สำหรับนำไปใช้ในงานไมซ์ภายในประเทศ ขณะที่ Professional Track มุ่งพัฒนา Pavilion ระดับ World Class

ที่สำคัญ Design Brief ระบุปลายทางของ Professional Track ไว้ถึงการผลิตและนำเสนอผลงานใน IMEX Frankfurt 2027

เท่ากับว่านักออกแบบไม่ได้กำลังสร้างผลงานเพื่อให้กรรมการดูเท่านั้น แต่กำลังออกแบบพื้นที่ที่ต้องเจอกับ ผู้ใช้งานจริง ผู้ประกอบการจริง และสายตาของผู้เข้าร่วมงานจากหลายประเทศ

ข้อจำกัดจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Creativity

สำหรับ Professional Track ชิ้นส่วนทั้งหมดต้องสามารถขนส่งและบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐาน 20 หรือ 40 ฟุต ได้ ขณะที่วงเงินออกแบบรวมอยู่ที่ 3.5 ล้านบาท และยังต้องคำนึงถึงการติดตั้ง Digital Equipment ตลอดจนเงื่อนไขการติดตั้งในสถานที่จริง

นี่จึงไม่ใช่โจทย์ว่า “ออกแบบอย่างไรให้สวยที่สุด”

แต่เป็นโจทย์ว่า “ออกแบบอย่างไรให้ความคิดสร้างสรรค์เดินทางไปถึงต่างประเทศได้จริง”

ตั้งแต่การถอดประกอบ บรรจุ ขนส่ง ติดตั้ง ใช้งาน จนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่

 



 

ใช้ “Competition” เปิดพื้นที่ดึงไอเดียใหม่

แม้ปลายทางของ MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 จะพูดถึงการยกระดับ Design ไทยสู่เวทีโลก แต่กลไกสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนโครงการคือ “การแข่งขัน” เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและนักออกแบบมืออาชีพเข้ามาตีโจทย์เดียวกันจากคนละมุม

การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดย Student Track เปิดรับนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ทีมละ 3 คน พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างน้อย 1 คน ขณะที่ Professional Track เปิดรับ Design Studio บริษัทออกแบบ รวมถึง Professional & Independent Designers ทีมละ 3–5 คน

สิ่งที่ทำให้การแข่งขันมีแรงจูงใจไม่ได้มีเพียงโอกาสนำผลงานไปผลิตจริง แต่ยังมี เงินรางวัลรวมมากกว่า 250,000 บาท โดย Student Track มีรางวัลสูงสุด 50,000 บาท พร้อมรางวัลอันดับ 2 อันดับ 3 และ Popular Vote ส่วน Professional Track มีรางวัลชนะเลิศ 100,000 บาท พร้อมทุนสนับสนุนการประกวดรางวัลระดับนานาชาติอีก 20,000 บาท และรางวัลชมเชยอีก 2 รางวัล

แต่หากมองให้ไกลกว่าเงินรางวัล “Prize” ที่น่าสนใจกว่าคือ โอกาสเปลี่ยนแบบบนกระดาษให้กลายเป็นงานจริง

ผลงานชนะของ Student Track มีโอกาสพัฒนาเป็น TCEB Pop Up Booth สำหรับนำไปใช้ในงานไมซ์ภายในประเทศ ขณะที่ Professional Track มีปลายทางไปถึงการผลิต Thailand Pavilion สำหรับ IMEX Frankfurt 2027 ซึ่งทำให้นักออกแบบไม่ได้แข่งขันเพียงเพื่อชนะรางวัล แต่กำลังแข่งขันเพื่อให้แนวคิดของตัวเองมีโอกาสถูกสร้างและใช้งานต่อหน้าผู้ชมจริงในระดับนานาชาติ

 

จากห้องเรียนสู่ Real World

อีกมิติที่น่าสนใจคือ การนำโจทย์จากอุตสาหกรรมจริงมาเชื่อมกับโลกการศึกษา

Student Track ไม่ได้ถูกวางไว้เพียงเพื่อค้นหาไอเดียใหม่ แต่ต้องการให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การพัฒนา Concept การ Pitching การรับ Mentorship ไปจนถึงการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและ Contractor เพื่อพัฒนาผลงานเข้าสู่การผลิตจริง

เป้าหมายจึงไม่ได้มีเพียง “ผลงานที่ชนะ” แต่ยังรวมถึงการสร้าง MICE Talent รุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสร้าง Portfolio จากงานที่มีโอกาสถูกผลิตและใช้งานจริง

สำหรับนักศึกษา ความแตกต่างจึงอาจอยู่ระหว่างคำว่า “เคยออกแบบ” กับ “เคยออกแบบและมีคนใช้งานจริง”

 




เมื่อ Design กลายเป็นอีกเครื่องมือทางเศรษฐกิจ

เมื่อมองรวมทั้งบทสนทนาบนเวทีและ Design Brief สิ่งที่ MaxiMICE Thailand Design Challenge 2026 กำลังทดลอง จึงใหญ่กว่าการประกวดว่าใครสามารถออกแบบ Pavilion ได้สวยที่สุด

แต่คือการตั้งโจทย์ว่า ประเทศไทยจะใช้ Design เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ให้กลายเป็น Experience และต่อยอด Experience นั้นไปสู่ Business Impact ได้อย่างไร

โจทย์นี้สะท้อนผ่านเกณฑ์การพิจารณาที่ไม่ได้ให้น้ำหนักเฉพาะ Design Concept แต่ครอบคลุม Sustainability, Function, Feasibility และ Buildability ด้วย

หรือกล่าวให้สั้นที่สุดว่า

ความเป็นไทยต้องถูกมองเห็น
ประสบการณ์ต้องถูกจดจำ
พื้นที่ต้องสร้างโอกาสทางธุรกิจ
และทั้งหมดต้องสร้างได้จริง

เพราะในโลกที่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยค้นหาได้ภายในไม่กี่วินาที โจทย์ของ Thailand Pavilion อาจไม่ใช่การบอกให้คนทั่วโลก “รู้จักประเทศไทย” อีกต่อไป

แต่คือการใช้ Design ทำให้คน หยุดเดิน เข้ามาสัมผัส เริ่มต้นบทสนทนา และเดินออกไปพร้อมความรู้สึกบางอย่างที่มีต่อประเทศไทย

หาก Thai Wisdom สามารถถูกแปลให้เป็นประสบการณ์ที่โลกเข้าใจ และประสบการณ์นั้นนำไปสู่ Connection และโอกาสทางธุรกิจได้จริง

เส้นทางจาก Local Resonance สู่ Global Relevance ก็อาจไม่ใช่เพียงแนวคิดของงานประกวด แต่เป็นอีกวิธีที่ Design ไทยจะสร้าง Global Impact ให้กับอุตสาหกรรม MICE ของประเทศได้ในระยะยาว

 

[อ่าน 39]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทีเส็บ เปิดตัว 6 พื้นที่ใหม่ “ไมซ์ซิตี้” ดันยอดทั่วไทยทะลุ 16 เมือง ต่อยอดกระจายจัดงานไมซ์ทุกภูมิภาคทั่วไทย
HONOR MagicPad 4 และแกดเจ็ต AIoT คู่ใจ ไอเทมที่พร้อมไปกับทุกไลฟ์สไตล์
"เอเอเอส กรุ๊ป" แต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ร่วมกับ "ตงเฟิง" นำแบรนด์ VOYAH สู่ประเทศไทย
"SCG" ผนึก "ดอยคำ" สนับสนุนผลผลิตมังคุดไทย สร้างรายได้แก่เกษตรกร
จากบัตรเดบิตถึงศูนย์การค้า Visa ดึง BTS เชื่อมการใช้จ่ายกับประสบการณ์คอนเสิร์ต
เปิด 5 เบื้องหลังความสำเร็จ 'บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา' กวาดยอดขาย 500 ลบ. ใน 2 วัน
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved