MIXED REALITY THE FUTURE IS NOW
08 Jun 2017

 

          เราได้ยินว่า Augmented Reality (AR) จะกลายเป็นเทรนด์ร้อนแรงเมื่อหลายปีก่อน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครปลุกกระแส AR ให้เปรี้ยงปร้างขึ้นมาได้ ส่วน Virtual Reality (VR) ที่ดูเหมือนจะมีภาษีดีกว่า ก็ยังเป็นเทรนด์ที่หลายแบรนด์ใช้เป็นกิมมิคทางการตลาดอยู่ แม้จะมีการ์ดบอร์ดที่ราคาถูก ช่วยขยายฐานการใช้งาน VR ให้แพร่หลายมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่เฮดเซ็ทราคาแพง แต่ VR ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าที่ควรจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ ล่าสุดมีเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับการจับตาว่าจะแจ้งเกิดได้อย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้ แม้ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงฟูมฟักก็ตามที แต่ก็มีวี่แววว่าจะเติบโตดีและมีอนาคตสดใส นั่นก็คือ Mixed Reality (MR) ที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า Hybrid Reality มีการผสมผสานระหว่าง AR และ VR  ทำให้โลกจริงและโลกเสมือนเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล ต่างจากการทำงานของ VR ที่เป็นการจำลองโลกเสมือนอย่างเดียว ซึ่งปิดกั้นและกีดกันโลกจริงออกไป กระนั้นทั้ง VR และ MR ก็ได้รับการประเมินว่าจะมีมูลค่าธุรกิจทั่วโลกสูงถึง 165 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2020 

 


         MR ใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนขึ้น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ทำให้เกิดการเห็นได้ (Visualization) เป็นที่ๆ สิ่งของ หรือสถานที่ในโลกจริง กับสิ่งของ หรือสถานที่ดิจิทัล อยู่ด้วยกัน และมีปฏิสัมพันธ์กัน เราสามารถตอบโต้กับสิ่งของดิจิทัลที่อยู่ตรงหน้าได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสแบบ handsfree เพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สนุก ตื่นเต้น สมจริงและอินกับสิ่งนั้นๆ มากขึ้น โลกรอบตัวเราจะกลายเป็นผ้าใบผืนใหญ่ที่เปิดโอกาสให้คุณละเลง เล่น เรียนรู้ และสื่อสารได้ในแบบที่ต้องการ โดยใช้อุปกรณ์ร่วมด้วยอย่าง HoloLens ของไมโครซอฟท์ ซึ่งเบื้องต้นจำหน่ายในราคา 3,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 104,000 บาท)  ขณะที่บริษัทผลิตอุปกรณ์ไอทีหลายค่ายก็ให้ความสนใจพัฒนาเฮดเซ็ทสำหรับ MR โดยเฉพาะในราคาที่ถูกลงเช่น เอเซอร์ ที่เพิ่งเปิดตัวเฮดเซ็ทต้นแบบสำหรับการใช้งาน MR ผ่านวินโดวส์ไปหมาดๆ ด้วยหน้าจอที่มีความคมชัดสูง ทำงานได้อย่างราบรื่น น้ำหนักเบา แม้จะยังไม่ประกาศราคา แต่ก็คาดการณ์ว่าจะมีราคาไม่เกิน 300 เหรียญสหรัฐ (ราว 10,400 บาท) แต่ก็ยังมีข้อเสียบางประการที่ไม่ถูกใจนักรีวิวบางรายคือ ดูไม่แพงและรู้สึกไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรขณะสวมใส่ ส่วนการ์ดบอร์ดเฉพาะสำหรับ MR ซึ่งมีราคาย่อมเยานั้น ปัจจุบันนำเสนอโดย ZapBox ในราคา 30 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,040 บาท) 

 


         ต่อไปนี้คือตัวอย่างของ MR ที่เกิดขึ้นแล้ว บ้างใช้งานจริงแล้ว บ้างเป็นงานต้นแบบที่รอการพัฒนาออกสู่ตลาดในอนาคตเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้ง่าย สะดวก และดียิ่งขึ้น 

 


         - สหรัฐอเมริกา ใช้ MR ในการเรียนการสอนกายวิภาคของคณะแพทยศาสตร์นักศึกษาแพทย์สามารถเรียนรู้ร่างกายของมนุษย์อย่างละเอียดผ่านภาพแบบสามมิติ และสามารถเลือกศึกษาอวัยวะเฉพาะส่วนได้แบบ Interactive 


         - แคนนอนใช้ MR ทำให้ผู้ใช้มองเห็นภาพ CG ที่ผนวกเข้ากับสภาพแวดล้อมจริง โดยไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ในตำแหน่ง หรือกำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดก็จะเห็นเป็นภาพแบบสามมิติในขนาดเท่าของจริง และตอบโต้กับผู้ใช้ได้จากทุกมุมมอง สามารถประเมินผลงานการออกแบบและประสิทธิภาพการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ช่วยลดจำนวนการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่วยลดต้นทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี มุ่งเน้นใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์  ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน เช่น ออกแบบการวางผังเครื่องจักรในอุตสาหกรรมการผลิตให้มีประสิทธิภาพและให้ประสิทธิผลที่สูงที่สุด โดยผู้สนใจสามารถเดินชมโรงงาน ดูสายการผลิต และระบบความปลอดภัยที่ออกแบบ     

 

      
         - ช็อปปิ้งในซูเปอร์มารเก็ตจะสนุกสนานและเพลิดเพลิน รวมถึงได้ประโยชน์มากขึ้น จากบรรดาแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่แข่งกันนำเสนอส่วนลด หรือจูงใจให้เกิดการซื้อผ่านสูตรอาหารต่างๆ  ที่จะป๊อปอัพขึ้นมาให้เห็นทันทีระหว่างที่เราเข็นรถเข็นผ่าน และเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้วก็จะสามารถดูเชฟมาสอนทำอาหารสดๆ ตรงหน้าได้เลย เช่น ไอเดียของ Hellman แบรนด์มายองเนสจากยูนิลีเวอร์    

 


         - อิเกียเปิดโอกาสให้ลูกค้าใช้ MR ผ่านแคตตาล็อกสามมิติในการเลือกวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านซึ่งเป็นสิ่งของดิจิทัลบนสถานที่จริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมและลงตัวกับขนาดพื้นที่ หรือองค์ประกอบโดยรวมหรือไม่ 


         - ลดความเสี่ยงของพนักงานแรงงานที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ เพราะสามารถสั่งการผ่าน MR ได้ โดยไม่ต้องแตะหรือสัมผัสกับเครื่องไม้เครื่องมือ  


         - KISSENGER ส่งจูบด้วยอุปกรณ์ที่แปะบนสมาร์ทโฟนไปยังผู้รับสายปลายทาง ที่จะได้สัมผัสเหมือนถูกจูบจริง เพิ่มความใกล้ชิด และกระชับความสัมพันธ์ให้กับคนรักที่อยู่ห่างไกลกัน 


         จากงาน ADFEST 2017 Luke Ritchie , Head Of Interactive Arts แห่ง  Nexus Studios ลอนดอน ระบุว่า MR จะประสบความสำเร็จได้ต้องทำหน้าที่เป็น Visual Storytelling ผูกร้อยเรื่องราวให้น่าสนใจ เพิ่ม Emotional Engagement ได้มากกว่า VR ผ่านคาแรกเตอร์เสมือนจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะในแง่ของความบันเทิง การศึกษา และอีคอมเมิร์ซ เช่น การตามติดฆาตรกรอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปริศนาต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะที่เรานั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นที่บ้าน เป็นต้น  โดยสามารถเพิ่มอรรถรส และความรื่นรมย์ของการใช้งานผ่านโครงเรื่องรอง (sub-plot) ที่จะช่วยสนับสนุนโครงเรื่องหลักหรือจุดใหญ่ใจความที่ต้องการส่งสารไปยังผู้บริโภค 

 


         นอกจากนี้เขายังคาดการณ์ว่าผู้ใช้งาน MR จะไม่ต้องใช้สวมใส่อุปกรณ์ที่เทอะทะอีกต่อไป และนั่นจะทำให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่ใครๆ ก็ยินดีที่จะอ้าแขนรับอย่างแพร่หลาย แต่กว่าจะถึงเวลานั้นก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี 

 

เนื้อหาจาก Cover Story นิตยสาร MarketPlus ฉบับที่ 92  สามารถซื้อฉบับ e-magazine ได้ผ่านทาง www.ookbee.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Air New Zealand เตรียมใช้แว่น AR ส่องอารมณ์ผู้โดยสาร
ตามรอยพี่ใหญ่ Sprite ออกเครื่องดื่มลดการดูดซึมไขมัน
Walmart ออกโปรโมชันซื้อของผ่านออนไลน์
วิกิพีเดีย เปิดตัว วิกิทริบูน สู้ข่าวปลอม
ฟังซาวด์แทร็ก Guardians of the Galaxy 2 ได้บนซอง Doritos
Levi’s จับมือ Google เปิดตัวสมาร์ทแจ็คเก็ต
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved