STAGFLATION? RUSSIA - UKRAINE EFFECT
24 Apr 2022

 

Stagflation มาจากคำว่า Stagnation (สภาวะหยุดนิ่ง) และ Inflation (สภาวะเงินเฟ้อ) เมื่อรวมเข้าด้วยกันก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่ง ของแพงขึ้น แต่สภาวะเศรษฐกิจกลับโตไม่ทันกัน และมีอัตราว่างงานสูง


 

ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย -ยูเครน ที่รุนแรงจนนำไปสู่สงครามนั้นในความรู้สึกของคนไทยทั่วไปอาจมองว่า นี่คือเรื่องไกลตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรามากนัก แต่เมื่อมองในมิติทางด้านเศรษฐกิจก็จะพบว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลอย่างมากต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ อัตราดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบโดยตรงทั้งในระดับครัวเรือน ถึงระดับประเทศ และระดับโลก

ที่สำคัญ ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลทำให้คำว่า Stagflation ถูกกลับมาพูดกันอย่างอีกครั้ง จากเดิมที่มีการพูดถึงกันในช่วงมกราคมที่ผ่านมาจากการคาดคะเนถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่าจะทำให้ประเทศไทยเกิดภาวะ Stagflation หรือไม่ จากเดิมที่แม้แต่ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ประเมินว่า ไม่น่าจะเกิด

แต่เมื่อมีความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย -ยูเครน เกิดขึ้นแล้ว

ความเห็นที่มีต่อคำๆ นี้กลับเปลี่ยนไป และถูกกล่าวถึงในแง่ที่ว่า

นี่คือจุดเริ่มต้นของ Stagflation!

 

 

Stagflation หรือ 'ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเงินเฟ้อสูง' มาจากการวมคำสองคำเข้าด้วยกัน นั่นคือ 

Stagnant เศรษฐกิจชะงักงัน 

Inflation เงินเฟ้อ หรือแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่เงินเฟ้อและการว่างงานเพิ่มขึ้น

 

 

เมื่อรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันจึงกลายเป็นการอธิบายถึงภาวะเศรษฐกิจที่จะมีทั้ง 'ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน' และ 'ภาวะเงินเฟ้อ' ที่เกิดขึ้นด้วยกัน และโดยทั่วไป จะเกิดในยุคข้าวยากหมากแพง เช่น ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ฯลฯ ซึ่งส่งผลเสียหายต่อภาคการผลิต ทำให้ราคาพืชผลการเกษตรมีราคาแพงขึ้น

 

ทั้งนี้ จากอรรถาธิบายของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กล่าวถึงคำๆ นี้ในช่วงมกราคม  2565 ที่ผ่านมาว่า ภาวะเช่นนี้จะต้องเป็นภาวะที่เศรษฐกิจไม่ขยายตัวและอัตราเงินเฟ้อสูง แต่ของประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อแม้จะขยับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในกรอบประมาณการและยังไม่หลุดกรอบ 1-3% และก็ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะหลุดกรอบในกรณีเศรษฐกิจไม่โต จะเห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวโดยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 3.4% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่ได้เลวร้ายอะไร และณ ขณะที่กล่าวนั้น ผู้ว่า ธปท. ยังมองว่า ประมาณการเงินเฟ้อปีนี้คงอยู่ที่ 1.7% และปีหน้าคงจะลดลงมาที่ 1.4%

แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน Stagflation ถูกพูดขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้ และถูกมองว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด Stagflation

 

จากมุมมองของ ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ที่ระบุว่า สภาวการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ถือว่ามีความใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับ Stagflation ถือเป็น 'จุดเสี่ยงเริ่มต้น' แต่ยังไม่ใช่ Stagflation 100% แม้จะไม่ได้รับผลกระทบที่เกิดจากความเสียหายจากภาคผลิต แต่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นหรือแพงขึ้นเป็นเวลานาน ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาด้านการขาดแคลนพลังงาน แต่ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต จนทำให้แบกรับต้นทุนไม่ได้ หรืออาจต้องหยุดการผลิต ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ให้ราคาสินค้าแพงขึ้น กำลังซื้อของผู้คนลดลง และทำให้เกิดการชะลอหรือหยุดการใช้จ่ายส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคและต่อเนื่องถึงการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจมหภาค ที่สำคัญ ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะวนเวียนเป็นวัฏจักรจนแก้ไขได้ยาก

 

อย่างไรก็ตาม ดร.พชรพจน์มองว่า สภาวะเงินเฟ้อที่เกิดในประเทศไทยระหว่างไตรมาส 1-3 ของปีนี้น่าจะเกิน 3% แต่จะลงต่ำกว่า 3%ในช่วงไตรมาส 4 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเพิ่งฟื้นตัว ดังนั้น ภาวะเงินเฟ้อที่ 3%จึงถือว่ามากแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อว่า คงไม่ถึง 6-8% อย่างสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังมีตัวแปรที่สำคัญอีกประการคือ ราคาน้ำมันหากสูงกว่า 100-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรื่อยๆ เนื่องจากสถานการณ์นี้ยังไม่มีความแน่นอนว่า จะจบเมื่อไร ดังนั้น ภาคการผลิตของไทยก็น่าจะต้องมีการทบทวนแผนการดำเนินงานกันใหม่

 

ขณะที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ก็ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยว่า หากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทันไตรมาส 2/2565 นี้ ประเทศไทยก็จะเข้าสู่สภาวะ Stagflation แน่นอน

 

สอดคล้องกับความเห็นของ กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย และทีมงานที่มองว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยง Stagflation ซึ่งหมายถึง โลกกำลังเผชิญกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ขณะที่รายได้ลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดทางด้านอุปทาน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่สำคัญ เศรษฐกิจโลกกำลังถอยหลังจากกระแสโลกาภิวัตน์ เช่น จากมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะทำให้สินค้าขาดแคลนจากตลาดโลกไปอีก และธนาคารกลางอาจจะใช้วิธีก็ปัญหาเงินเฟ้อตามตำราที่แม้อาจจะบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อไปได้ แต่กลับจะเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

"ภาวะสงครามในยุโรปและการคว่ำบาตรจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทย เพราะ 70% ของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงนี้มาจากยุโรป ที่สำคัญ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเมื่อรวมกับภาวะการท่องเที่ยวที่ไม่สู้ดีนักจะกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยด้วย"

            Stagflation จะน่ากลัว น่ากังวลแค่ไหน?

            ผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่แม้ผลกระทบทางตรงจะดูไม่มาก

แต่ผลกระทบทางอ้อมที่จ่อถึงตัวทุกผู้คน ทุกครัวเรือน และทะลุทะลวงไปยังระบบเศรษฐกิจมหภาคของทุกประเทศทั่วโลกนั้นบอกได้เลยว่า ประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก และทั้งรัสเซีย ยูเครน คือ ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งใช้เป็นส่วนผสมของเบเกอรี่ อาหารสัตว์ ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ราคาอาหารในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ สองประเทศนี้ยังเป็นผู้ผลิตพาลาเดียม (Palladium) และแร่นีออนรายใหญ่ของโลก ซึ่งแร่ทั้งสองชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งใช้ในรถยนต์ สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ จึงเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหาการผลิตในโซ่อุปทานที่เดิมก็ขาดแคลนอยู่แล้วจากภาวะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้ยืดเยื้อและลากยาวต่อไปอีก  

 

 

Stagflation ที่กำลังจะเกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นครั้งนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงต้องมีการเตรียมการเพื่อรับมือ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยเฉพาะตัวแปรจากปัจจัยต้นทุนพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบก็ขยับจาก 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็น 100 - 120 เหรียญสหรัฐ และคาดว่าอาจผันผวนถึง 150 เหรียญสหรัฐด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้นก็ไม่อยากจะนึกภาพ เพราะขนาดราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้านี้ เราก็เจอม็อบสิบล้อมาข่มขู่รัฐบาลกันแล้ว และหากราคาน้ำมันต้องปรับตัวขึ้นจากประเด็นรัสเซีย -ยูเครน รัฐบาลไทยก็คงหมดทางที่จะพยุงราคาน้ำมันแล้ว เพราะสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2565 ก็ติดลบ 32,831 ล้านบาทแล้ว แม้จะบอกว่ายังมีสภาพคล่องอยู่ แต่ล่าสุดก็แง้มๆ กันมาแล้วว่าจะกู้เงิน 2 หมื่นล้าน โดยก้อนแรกจะเข้าเมษายนนี้

นี่แค่ปัญหาจากต้นทุนพลังงานอย่างเดียว ยังไม่นับตัวแปรจากวัตถุดิบอื่นๆ  จากปัญหาโลจิสติกส์ และที่สำคัญ ภาวะเงินเฟ้อและ Stagflation ที่อาจจะเกิดขึ้น

หนี้สาธารณะที่เกิดจากการกู้ของภาครัฐจะเบ่งบานแค่ไหน

เราจะรับมือกันอย่างไร

เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ต้องการ 'โซลูชั่น'

 


 

เรื่องจากปก MarketPlus Magazine issue 144 April 2022

[อ่าน 4,251]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Absolute Group อัด 140 ล้าน เปิดเกม Wellness ใหม่ รับศึกฟิตเนสเดือด ปั้นรายได้ทะลุ 1,000 ล้าน
เจาะฟีเจอร์ viaim OpenNote หูฟัง AI บันทึก–ถอดเสียง–สรุปประชุมในอุปกรณ์เดียว
“ปานเทพย์” รับตำแหน่งใหม่ คุมลูกค้า–การตลาด พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เร่งสร้างการเติบโตจากข้อมูล และความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก
เมื่อ CHAGEE เปลี่ยน “ชา” ให้เป็นภาษาของมิตรภาพ ผ่าน 6 เพื่อนซี้ Bes-Tea Brew Crew
NORSE Republics เดิมพัน Louis Poulsen ดันตลาดแสงเพื่อคุณภาพชีวิต ตั้งเป้าโต 15%
Bar B Q Plaza ปั้น “บาร์บีกอน” สู่ Experience IP เปิด Planet Garden เชื่อมอาหาร–ธรรมชาติ–ครอบครัวยุคใหม่
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved