ยุคน้ำมันขาขึ้น 'ไม่ไหว' บอก 'ไหว' (อ่ะป่ะ) !?!
26 Apr 2022

 

'สงครามรัสเซีย - ยูเครน' ส่งผลกระทบโดยตรงกับตลาดพลังงานของโลก เนื่องจากรัสเซียถือเป็นประเทศที่ส่งออกทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติระดับ TOP3 ของโลก โดยก่อนเกิดสงครามยูเครน รัสเซียส่งออกน้ำมันประมาณ 7.5% ของโลก โดยมีประเทศนำเข้าหลักๆ คือ สหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย รวมถึงญี่ปุ่น ขณะที่สหภาพยุโรปเป็นผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียรายใหญ่ที่สุด และเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียส่งผลให้อุปทานพลังงานทั้งสองส่วนนี้หายไปจากตลาดโลก และลดลงอย่างฮวบฮาบหลังบุกยูเครน

 

 

เมษานี้วิกฤติราคาน้ำมัน 'ของจริง'

ทั้งนี้ จากมาตรการคว่ำบาตรส่งผลให้ตลาดน้ำมันตึงตัวยิ่งขึ้น เพราะรัสเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ดังนั้น แน่นอนว่า เมษายนที่จะถึงนี้จะเป็นวิกฤติราคาน้ำมัน 'ของจริง' เนื่องจากมีการประเมินจาก องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า การส่งออกน้ำมันของรัสเซียจะลดลง 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเม.ย.นี้ และกล่าวได้ว่า นี่คือวิกฤติพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี และเทรดเดอร์บางรายประเมินว่า น้ำมันรัสเซียจะหายไป 2 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ ประมาณ 1 ใน 4 ของการผลิตน้ำมันในรัสเซีย

 

 

เนื่องจากธรรมชาติของตลาดน้ำมันแต่เดิมเคลื่อนไหวตามอุปสงค์-อุปทานจากสถานการณ์ชั่วคราว แต่เมื่อรัสเซียบุกยูเครน และได้รับการตอบโต้ด้วยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่จากสหรัฐฯและชาติตะวันตกก็ส่งผลให้ตลาดน้ำมันจะกลับไปสู่ยุคสงครามเย็นอีกครั้ง เพียงแต่ความต่างในยุคนี้เป็นอุปสงค์ หรือความต้องการใช้พลังงานที่ต่างจากยุคนี้อย่างมากๆ และผลจากมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวก็ทำให้ขณะนี้ผู้ค้าน้ำมัน สถาบันการเงินและเรือขนส่งน้ำมันต่างยกเลิกการสั่งซื้อและขนส่งน้ำมันจากรัสเซียผ่านทะเลดำ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันใหญ่แห่งหนึ่งของโลก รวมทั้งผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกต่างยกเลิกการทำธุรกิจในรัสเซียแล้ว ส่วนรัสเซียหลังถูกคว่ำบาตรด้วยมาตรการทางการเงิน จนไม่สามารถทำการค้าระหว่างประเทศได้กับเงินทุกสกุลก็ออกประกาศให้ประเทศหรือบริษัทที่สั่งซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียชำระค่าสินค้าด้วยสกุลเงินรูเบิลเท่านั้น ทว่า กลุ่มจี-7 (ประกอบด้วยอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา) ก็ปัดข้อเสนอดังกล่าวแล้วบอกว่า ทำไม่ได้ เพราะนี่ข้อเสนอของรัสเซียเป็นการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว และเท่ากับเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร อีกอย่างสัญญาการซื้อขายน้ำมันก็ระบุถึงสกุลเงินของการซื้อขายอย่างชัดเจนอยู่แล้ว

 

 

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ทำท่าจะยืดเยื้อ จนหาจุดจบยังไม่สิ้นก็ย่อมจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มสูงมากที่จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่ง ณ วันที่ 29 มีนาคมนี้ น้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 120.7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเป็นราคาที่อยู่ในความคาดหมายของโหรเศรษฐกิจทั้งหลายอยู่แล้ว ทั้งนี้ สังเกตได้จากการจำลองสถานการณ์เพื่อทำการวิเคราะห์นั้นก็มีการคำนวณราคาน้ำมันดิบต่อบาร์เรลด้วยฐานที่แตกต่างกัน อาทิ

กรณีศูนย์วิจัยกสิกรไทย คำนวณราคาน้ำมันดิบที่ 80 และ100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยแบ่งการวิเคราะห์เป็นกรณีฐาน (Base Case) ซึ่งการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จำกัดอยู่ในบางพื้นที่และยังไม่ขยายวงกว้าง มีความเป็นไปได้ของการเจรจาระหว่างสองชาติ และเมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อราคาน้ำมันดิบดูไบครึ่งปีหลังจะมีค่าเฉลี่ยทั้งปีที่ 103 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและ GDP ขยายตัวที่  2.5%

กรณีดี (Best Case) ซึ่งเกิดขึ้นบนสมมติฐานที่รัสเซีย-ยูเครนหาทางออกร่วมกันได้เร็วกว่าที่กำหนด หรือภายในไตรมาส 3/2565 อันทำให้ราคาน้ำมันดิบอาจย่อตัวลงมาเร็วในช่วงครึ่งปีหลัง และทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐ และทำให้ราคาเฉลี่ยน้ำมันทั้งปีนี้อยู่ที่ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ GDP อยู่ที่ 2.9% ขณะที่อีกสำนักวิเคราะห์​จากฐานราคา 100, 125 และ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ตามตาราง)  


 

น้ำมันยุคขาขึ้น เลือดไหลออกจากกองทุนน้ำมันฯ

 

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานตั้งแต่กว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลขึ้นไปนั้นก็กล่าวได้ว่า นี่คือภูเขาบนอกของผู้ประกอบการและผู้คนทั่วโลก เพราะนี่คือผลกระทบต่อต้นทุนโดยตรงต่อภาคการผลิต อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ ธุรกิจภาคการผลิต ธุรกิจโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ หรือแม้แต่ธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า ในมุมของภาคธุรกิจก็ต้องพยายามบริหารจัดการต้นทุนของตนเอง ซึ่งหากมีการวางแผนมาก่อนหน้านี้ เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานฟอสซิลที่จะมีราคาแพงขึ้น ด้วยการใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงานสะอาด หรือเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนพลังงานก็คงไม่มีปัญหา

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางธุรกิจ ต้นทุนพลังงานถือเป็นสัดส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ อาทิ ธุรกิจเคมีคัลของเอสซีจี (อ่าน Executive Talk รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส หน้า 36) ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจากตัวแปรของความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน แม้จะไม่ใช่ตัวแปรที่คาดไว้ก่อน แต่เนื่องจากเป็นองค์กรใหญ่ที่มีการบริการจัดการความเสี่ยงในแผนงานธุรกิจอยู่แล้ว ผลกระทบที่ได้รับจึงเปรียบเสมือนเป็นการทำข้อสอบใหญ่อีกครั้งที่ยังไม่ลืม เพราะเพิ่งอ่านหนังสือสอบมาเมื่อคราวการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทว่า ความจริงก็คือ การเตรียมพร้อมเพื่อรับกับความเสี่ยงที่แข็งแกร่งได้เช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าทุกองค์กรจะมีภูมิต้านทานเท่ากัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือประชาชนทั่วไป ดังนั้น ในยุคของน้ำมันขาขึ้นจึงเป็นยุคที่ลำบากกันถ้วนหน้า

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวในส่วนของประเทศไทยเอง ภาครัฐก็พยายามที่จะบรรเทาสถานการณ์ เพื่อลดทอนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยสปอร์ตไลท์ก็ได้จับจ้องไปที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต และปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันแกว่งตัวหรือผันผวนนั้น กองทุนน้ำมันฯ ก็จะมีอาการเลือดไหลออกทุกครั้ง ดังนั้น สำหรับครั้งนี้ก็ย่อมจะไม่แตกต่างกันในขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้น  ‘ยกเว้น’ น้ำมันดีเซลที่รัฐบาลให้การอุดหนุนผ่านทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยังคงตรึงราคาไว้ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท ท่ามกลางความกังวลถึงสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ ที่ค่อยๆ ลดลงไปตามการปรับขึ้นราคาของน้ำมันดิบ

 

 

แม้ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา วิศักดิ์ วัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จะกล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และได้รายงานความคืบหน้าในการขอกู้เงินเพื่อใช้ดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันฯว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจรับรองงบการเงินของกองทุนเรียบร้อยแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ สถาบันการเงินเตรียมนำเรื่องการรับรองงบดุลเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการของธนาคาร เนื่องจากประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2565 ติดลบที่ 21,838 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับฐานะกองทุน ณ วันที่ 30 มกราคม 2565 หรือเพียง 1 เดือนที่ผ่านมา กองทุนติดลบเพิ่มขึ้น 7,758 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น บัญชีก๊าซแอลพีจีติดลบ 26,826 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันยังคงเป็นบวกอยู่ที่ 4,988 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซแอลพีจี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและประชาชน จึงทำให้ต้องมีการเติมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางกรมสรรพสามิตก็ได้ลดภาษีน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 3 บาท โดยในโครงสร้างของเม็ดเงิน 3 บาทนี้ โดยเงิน 2 บาทเป็นการลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและ 1 บาทหักเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งก็ส่งผลให้รัฐบาลสูญรายได้ประมาณ 17,100 ล้านบาท หรือราว 5,700 ล้านบาท/เดือน

จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เกิน 100 เหรียญ/บาร์เรล อันเป็นราคาที่สูงกว่าราคาสมมติฐานเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ใช้ดูแลราคาน้ำมันและคำนวณจากฐาน 85 เหรียญ/บาร์เรล และประเมินแต่เดิมว่า กองทุนจะต้องใช้จ่ายเพื่อตรึงราคาไว้ประมาณ 7,300 ล้านบาทนั้นไม่เพียงพอ และคงจะลากยาวไปได้สัก 2 - 3 เดือน เนื่องจากกรมสรรพสามิตยอมลดภาษีที่เรียกเก็บจากน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 3 บาท จากที่เก็บ 5.99 บาท/ลิตร ซึ่งช่วยลดการชดเชยของกองทุนลงได้เหลือประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นไปอีกก็จะต้องมาคำนวณราคากันใหม่        

สำหรับการหาแหล่งเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันฯ และมีอันต้องล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิม ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน นั้น สกนช.จะใช้แหล่งเงินสำรองอื่นๆ อาทิ การขอใช้งบฯเงินกู้จากงบฯกลางฉุกเฉิน 5 แสนล้านบาท หรือการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงอีก ฯลฯ

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีความคืบหน้าล่าสุดที่ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่มีสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน เป็นประธาน มีมติปรับลดเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลงเหลือ 9.77 บาท/ลิตร จากเดิมที่ชดเชยอยู่ลิตรละ 10.16 บาท เนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับลดลงเล็กน้อย และเมื่อพิจารณาค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน จากข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้อ้างอิงค่าการตลาดดีเซล ณ วันที่ 28 มี.ค. 65 ไว้ที่ 1.61 บาท/ลิตร แต่ค่าการตลาดจริงที่ผู้ค้าดีเซลได้รับอยู่ที่ 1.79 บาท/ลิตร ซึ่งปรับสูงขึ้นจากวันที่ 25 มี.ค. 2565 ที่อยู่ระดับต่ำเพียง 0.33 บาท/ลิตร (จากค่าการตลาดที่ควรได้ 1.5-2 บาท/ลิตร)

ทว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ณ วันที่ 29 มีนาคมยังคงทะยานต่อ ฉะนั้น ความคาดหวังที่ กบน.บอกว่า หากราคาน้ำมันดิบก็อาจจะปรับลดราคาลงได้จึงยังเลือนรางอยู่มาก

ขณะเดียวกัน สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 มีนาคม 2565 ก็ยังคงมีปัญหาเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง โดยติดลบรวม 32,831 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบ 4,028 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 28,803 ล้านบาท และในวันต่อมา กบน.ได้มีมติขยายกรอบวงเงินที่จะใช้ชดเชยราคาก๊าซแอลพีจีรวมไว้ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท จากเดิมกำหนดไว้ 2.9 หมื่นล้านบาท เนื่องจากแม้แอลพีจีถังขนาด 15 กิโลกรัมจะปรับขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาท หรือเพิ่มจากราคา 318 บาทเป็น 333 บาทต่อ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2565 นี้ แต่ราคาแอลพีจีโลกยังทรงตัวสูงระดับ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือราคาแท้จริงอยู่ที่กว่า 600 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ดังนั้น กองทุนฯ ยังต้องพยุงส่วนต่างราคาดังกล่าวต่อไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2565 จากนั้นต้องรอนโยบายภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

อัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลใหม่ ภายหลังจากที่ครม.มีมติลดภาษีเป็นการชั่วคราวจนถึง 20 พ.ค.2565

 

           

 

เล็งเลิกอุ้ม ดีเซลพรีเมียม

เพื่อพิจารณาแนวทางแยกการอุดหนุนน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม (เอ็กซ์ตร้า) สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถราคาแพง ออกจากการอุดหนุนราคาดีเซล B5 เป็นน้ำมันพื้นฐานที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่งและภาคเกษตร ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ส่งผ่านไปยังต้นทุนราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นเป็นภาระค่าครองชีพประชาชน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ระหว่างหารือกับ กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งการแยกเกรดน้ำมันดีเซลครั้งนี้จะส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องเอาเงินไปอุดหนุนกลุ่มเจ้าของรถหรูเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเติมน้ำมันดีเซลพรีเมียม และหากได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) พิจารณาเพื่อออกประกาศต่อไป เพราะต้องตรวจสอบกฎหมายและแก้ไขระเบียบต่างๆ ว่า จะสามารถแยกการอุดหนุนผู้ใช้น้ำมันดีเซลแต่ละเกรดได้หรือไม่ และรูปแบบจะเป็นอย่างไร

           

กองทุนน้ำมันกู้ 2 หมื่นลบ.

ไม่รู้ว่า ที่ผู้บริหารกองทุนน้ำมันฯ บอกว่า สภาพคล่องของกองทุนยังพอได้นั้นจะเป็นไปตามสูตร 'ไม่ไหว' บอก 'ไหว' ตามคำพูดคนรุ่นใหม่กันหรือเปล่า เพราะจากสภาพที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเอาเนื้อหนูปะเนื้อช้างนั้นแวว 'อ่วม' มาเต็มๆ ตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (ซึ่งเป็นช่วงที่การเสนอขอกู้เงินยังไม่ผ่านยังไม่มีการเซ็นรับรองงบ) เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีและน้ำมันดีเซล

ในเมื่อยังต้องอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่และโมเดลการหาแหล่งเงินทุนของรัฐบาลนี้ คือ การมองหาแหล่งเงินกู้ จนเป็นที่กังวลของนักเศรษฐศาสตร์ถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยตอนนี้

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในเมื่อ ​The show must go on ยังต้องอุดหนุนราคาน้ำมันก็ดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาแหล่งเงินกู้ ทั้งนี้ วิศักดิ์ เปิดเผยว่า ทางกองทุนน้ำมันได้เชิญธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมายื่นข้อเสนอ ภายในเดือนมีนาคม หรือเดือนเมษายน โดยระยะเวลาที่เหลืออยู่ทางกองทุนน้ำมันฯ มั่นใจว่า ยังมีกระแสเงินสด  เหลือถึง 1.9 หมื่นล้านบาท ที่สามารถใช้ไปได้ถึงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้

 

หลักเกณฑ์การพิจารณาเพื่อสรรหาแหล่งเงินกู้ ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสรุป คือ

  • วงเงินที่ขอกู้ 2 หมื่นล้านบาท กรอบระยะเวลาชำระคืนภายใน 3 ปี
  • อัตราดอกเบี้ยระหว่าง 2.75 - 3% เป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด พิจารณาจากผู้ที่เสนอ  ดอกเบี้ยต่ำที่สุด ส่วนระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยาวกว่าจะไม่ถือเป็นเงื่อนไขในการนำมาตัดสิน เพราะมีกรอบชำระคืนภายใน 3 ปี ถ้าเสนออัตราดอกเบี้ยเท่ากันจะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาต่อไป
  • การปล่อยกู้วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ธนาคารพาณิชย์สามารถเสนอรวมกันมากกว่า 1 แห่งได้

 

 

มาตรการลดค่าครองชีพ

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ได้มติเห็นชอบอนุมัติ 10 มาตรการในการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพจากปัญหาราคาพลังงานให้กับประชาชนในเบื้องต้น เพื่อช่วยพยุงราคาก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมันเพื่อช่วยวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตรึงราคาก๊าซเอ็นจีวี และลดการส่งเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นได้ช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2565 โดย 8 ใน 10 ข้อเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยตรง ประกอบด้วย ตัวอย่างงบประมาณที่ใช้กับมาตรการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพจากปัญหาราคาพลังงาน

 

 

  •  การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินเป็น 100 บาทต่อเดือน จากเดิม 45 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะต้องใช้งบประมาณต่อเดือน 360 ล้านบาท
  • ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้มเดือนละ 100 บาทสำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 5,500 คน ซึ่งมาตรการนี้จะต้องใช้งบประมาณต่อเดือน 5.5 แสนบาท
  • ช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก จำนวน 157,000 คน โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 250 บาทต่อเดือน และขอให้กรมการขนส่งทางบกกำกับราคาการให้บริการเพื่อให้ประชาชนที่ต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเท่าเดิม ซึ่งมาตรการนี้จะต้องใช้งบประมาณต่อเดือน 39.25 ล้านบาท
  • คงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม
  • ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกันสามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาทต่อกิโลกรัม
  • ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่า FTลง 22 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงเดือน พ.ค.– ส.ค.2565
  • ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2565 หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง
  • กำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน โดยใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป
  • ลดอัตราเงินสบทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างสามารถมีกำลังในการใช้จ่ายและผู้ประกอบการสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไป
  • ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 1.9% และลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงเหลือ 42-180 บาทต่อเดือน

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ก็ทำให้ได้เห็นถึงความพยายามที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป แม้จะมีกลุ่มจักรยานยนต์รับจ้างที่ออกมาให้ความเห็นว่า งบช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่รัฐช่วยสมทบ 250 บาทต่อเดือนนั้นไม่เพียงพอ แต่เมื่อมองในภาพรวมก็จะเห็นว่า งบสนับสนุนจากมาตรการเหล่านี้ก็ใช้เม็ดเงินไม่น้อยเช่นกัน เฉพาะสามมาตรการแรกที่เกี่ยวกับก๊าซหุงต้มและแก๊สโซฮอล์ก็ใช้งบไปทั้งสิ้น 399.8 ล้านบาทต่อเดือน ถ้าช่วยเหลือสองเดือนก็อยู่ในราว 799.6 ล้านบาท  ไม่นับมาตรการอื่นๆ ที่ต้องใช้เงินอุดหนุนอีกมหาศาล ซึ่งหากไม่ช่วยหรืออุดหนุนเศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าต่อได้ลำบากเหมือนกัน

 

งานนี้ 'ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก'

'ไม่ไหว' บอก 'ไหว' หรือเปล่า!?!

 


บทความจาก COVER STORY MarketPlus Magazine Issue 144 April 2022


 

 

[อ่าน 3,640]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"ยาดมตราโป๊ยเซียน" ก้าวสู่ 100 ปีแห่งความยั่งยืน ชูแนวคิด "Small Big Thing" เรื่องเล็กที่สร้างคุณค่าใหญ่ สะท้อนตัวตนแบรนด์
ทีเส็บวางหมาก “ไมซ์ใต้” เชื่อมจุดแข็งรายจังหวัด ดันสงขลาฮับอาหาร–ฮาลาลสู่สากล
ลูกไม่ใช่คอนเทนต์!!! หยุดอวด หยุดเปรียบเทียบ ก่อนความคาดหวังของพ่อแม่จะพรากความสุขของลูกไปทีละน้อย
“ปพน มนัสภากร” เปิดเกม Brandname Money ต่อยอดแบรนด์เนมสู่สินทรัพย์–โอกาสการเงิน
Sunshine Dairy เปิดเกม “Everyday Protein Milk” ดึง PERSES ปั้นนมไฮโปรตีนให้เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกวัน ตั้งเป้า 2.2 พันล้านบาท
เมื่อ “นูกัต” ไม่ได้เป็นแค่ของฝาก เนสไลน์ปั้น “นูกัตโตะ” ให้เป็นขนมเคี้ยวสนุก เข้าถึงง่าย และพร้อมไวรัลบนโซเชียล
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved